เทคนิคการแต่งตัวให้ดูดีสวยจรดปลายเท้า

1.เลือกโทนสีอ่อนหรือสีเบจ และเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.เสื้อใส่ในกางเกง
การใส่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตที่ใส่มันยาวเกินไป จะทำให้ดูอ้วนกว่าเดิม วิธีง่ายๆ
ที่จะแก้ปัญหานี้ก็คือเอาเสื้อใส่ในกางเกงเพราะจะทำให้เห็นช่วงตัวที่ชัดเจน ขึ้น
การปล่อยให้ชายเสื้อยาวปิดช่วงสะโพกลงมาจะทำให้เราดูมีช่วงตัวเป็นท่อนเดียว
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ แบรนเนม
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป้นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป้นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
10.กระชับสัดส่วนจากภายใน เลือกชุดชั้นในหรือบราให้กระชับ
เพราะชุดชั้นในที่พอดีตัวนั้นนอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจแล้ว ยังช่วยเก็บส่วนเกิน เช่น
เนื้อบริเวณสะโพกและทรวงอก ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าพอดีตัวให้ออกมาสวยได้
11.ใส่ส้นสูงเพื่อเพิ่มความยาวของขา การใส่ส้นสุงนอกจากจะช่วยเพิ่มความยาวของขาแล้ว
ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจอีกด้วย
12.อย่าปล่อยให้ขากางเกงจับกันเป็นก้อน กางเกงที่ซื้อมาแล้วขายาวเกินไปเอาไปตัด
การใส่ให้มันกองไว้ที่ปลายขามันจะทำให้ขาดูใหญ่ ตันและสั้นกว่าเดิม หรือพับเก็บซ่อนไว้ด้านในก็ได้
13.ถ้าพับขากางเกงขึ้น หรือสวมกางเกงขาสั้น อย่าใส่รองเท้าแตะที่มีเชือกพันถึงข้อเท้า
รวมไปถึงรองเท้าที่ใส่แล้วจะปิดช่วงข้อเท้าทั้งหลาย ของบอกว่าห้ามใส่ค่ะ เพราะมันทำให้ขาดูใหญ่ขึ้น และสั้นลง…

ทำความรู้จักกับ ไข่มุก

มุกเป็นเครื่องประดับที่สง่างามและคลาสสิคตลอดกาล  เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงของความมั่งมี เเละความมี
ระดับของบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน มุกเป็นอัญมณีที่ เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิต
และถือได้ว่าเป็นราชินีเเห่งอัญมณีโดยไม่สามารถหาอัญมณีอื่นใดมา ทดแทนได้
จุดกำเนิดของมุก
มุกกำเนิดจากตัวหอยมุกซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือมุกธรรมชาติเเละมุกเลี้ยง
1.มุก ธรรมชาติเป็นมุกที่เกิดขึ้นเองในหอยมุกที่พบในธรรมชาติ
แต่จากมลพิษต่างๆในปัจจุบันทำให้แหล่งหอยมุกตามธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบ ไม่มีเหลืออยู่เลย
มุกธรรมชาติจึงมีราคาที่สูงมาก มักซื้อขายในการสะสมมากกว่าการพาณิชย์
2.ส่วนมุกเลี้ยงถือเป็นร้อยละ 95 ของมุกที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดขณะนี้รวมถึงในร้านอนันทาด้วย
มุกเลี้ยงเป็นมุกที่เกิดในตัวหอยมุกที่ถูกเลี้ยงให้โตขึ้นในสภาพแวดล้อม เสมือนธรรมชาติโดยฝีมือมนุษย์
คุณสมบัติทั่วไปของมุกข่มุก
1.  ขนาดไข่มุก (Pearl Size)
เป็น สำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อไข่มุก เพราะหากคุณทราบว่าไข่มุกที่ต้องการมีขนาดเท่าใดก็จะทำให้การเลือกซื้อง่ายขี้น
เพราะขนาดมุกจะมีผลต่อเรื่องของราคา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่การออกแบบเครื่องประดับที่จะทำออกมาด้วยว่าเหมาะ
สมกับรูปร่างของไข่มุกที่เลือกใช้หรือไม่ เช่น ต้องการทำเข็มกลัดอาจเลือกไข่มุกที่เม็ดใหญ่ น้ำงาม
หรือการทำสร้อยคอควรคัดเลือกไข่มุกที่มีสีสม่ำเสมอและมีขนาดเท่ากันหรือไล่ขนาดกันไปตลอดเส้น
โดยทั่วไปขนาดมุกจะวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมุก ในหน่วย มิลลิเมตร
2.รูปทรงไข่มุก (Pearl Shape)
เนื่องจาก ไข่มุกเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ทำให้ไข่มุกสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปทรง โดยทรงกลม (Round Shape)
จะมีราคาแพงที่สุด เพราะหายากกว่ารูปทรงอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
3. สีของไข่มุก (Pearl Color)
สีของไข่มุกที่นิยมกันในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภทคือ บอดี้ คัลเลอร์(Body Colour) ซึ่งจะมีสีขาว สีครีม สีเหลือง
เป็นต้น และ โอเวอร์โทน(Overtone) จะมีสีเขียว สีชมพู สีส้ม สีเงิน สีฟ้า สีดำ
สีของไข่มุกจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิดของหอยมุกและน้ำที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ ซึ่งสีของไข่มุกนี้เอง
ที่ทำให้ไข่มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับโดยไม่มีการขัดหรือเจียระไนอย่างอัญมณีชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อคงความงดงามตามธรรมชาติ
4.  ความแวววาว
ไข่มุกที่ดีจะมีเนื้อมันวาวสดใส เปล่งประกายจากเนื้อใน ไร้ความหมองคล้ำ ประกายสม่ำเสมอทั้งเม็ด
ส่วนการเหลือบสี (Orient)
ของไข่มุกนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีถ้าไข่มุกมีชั้นความหนาของมุกมากดังจะเห็นได้จากเมื่อส่องแสงไฟแล้วจะมองเห็นเหลือบสีมากก็แสดงว่าเป็นไข่มุกที่ดี
ซึ่งความหนาของชั้นมุกนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง
ทำให้ไข่มุกที่มีชั้นหนามากก็จะมีความวาวมันมากตามไปด้วย
การดูแลรักษา
มุกต้องการการเก็บรักษา อย่างดี เเละวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการสวมใส่มุกบ่อยๆ
เพื่อให้น้ำมันจากร่างกายคอยหล่อเลี้ยงความวาวของมุก เเต่ควรระมัดระวังไม่ให้มุกเจอกับสารเคมีใดๆ เช่นน้ำหอม
เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำให้ความวาวของมุกหมดไป
โดยก่อนที่จะทำการเก็บเครื่องประดับมุกควรเช็ดด้วยผ้านุ่มๆเเละเก็บเเยกไว้
จากเครื่องประดับอื่นๆเพื่อป้องกันการขีดข่วน…

5 รองเท้าผ้าใบสีขาวผู้ชาย น่าโดนปี 2018

ด้วยกระแสแฟชั่นสไตล์มินิมอล แต่งตัวเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังมาแรงมาก ๆ ใน พ.ศ. นี้ ส่งผลให้ รองเท้าผ้าใบสีขาว
ติดเทรนด์ตามไปด้วย เพราะคุมโทนง่าย ใส่แล้วช่วยขับสีอื่นให้ดูโดดเด่นขึ้นและมีความเท่ในตัวของมันเอง
ซึ่งเหล่าแบรนด์ดังต่างปล่อยรองเท้ารุ่นใหม่สีขาวออกมามากมาย พร้อมนำผ้าใบรุ่นเก่าที่เคยฮิตมารีเซลกันอีกครั้ง
ทำเอาสาวกสนีกเกอร์ตามกระแสไม่ทัน เลือกกันไม่ถูกเลย
เราจึงรวบรวม 5 รองเท้าผ้าใบสีขาวตัวฮิตตลอดกาล และรุ่นน่าสนใจปี 2018 มาให้เพื่อน ๆ
ทุกคนไว้ดูเป็นทางเลือกกันครับ
1. Adidas NMD R1
สนีกเกอร์รุ่นฮิตที่ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง หนึ่งสีที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ สีขาวล้วน ดีไซน์ปราดเปรียวทันสมัย พื้นโฟมนุ่ม
น้ำหนักเบา อัปเปอร์ผ้าถักใส่กระชับ ทะมัดทะแมงและสวยสะดุดตา วางขายที่ราคา 5,000 บาท
2. Onitsuka Tiger California 78 Ex
ถ้าชินตากับรุ่นในตำนานอย่าง Mexico 66 แล้ว ลองหันมามองเป็น California 78 Ex บ้างก็ได้
ผ้าใบสีขาวดีไซน์วินเทจเหมือนย้อนกลับไปในยุค 90 แถบสีฟ้า-แดง คงความคลาสสิกแบบที่แฟนพี่เสือชื่นชอบ
ราคาขายอยู่ที่ 3,900 บาท
3. Nike Air Force 1 '07

รองเท้าผ้าใบสีขาวรุ่นคลาสสิกในตำนานที่ยังคงได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วโลก
แม้แต่เหล่าคนดังก็ยังหยิบมาใส่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ได้กลิ่นอายฮิปฮอป พื้นรองเท้าเป็น Air
ใส่สบายและเท่สุด ๆ ราคาขายอยู่ที่ 3,500 บาท
4. Reebok Classic Leather

ยังคงหนีรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ไม่พ้น ด้วยการออกแบบที่ดูสะอาดตา ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเท่ ไม่มีเอาต์
โดดเด่นทุกครั้งที่หยิบมาใส่ ราคาขายในเว็บไซต์คิดเป็นเงินไทยไม่รวมภาษี ตกประมาณ 2,500 บาท
5. New Balance 624
นอกจากรุ่น 574 ที่เป็นตัวชูโรงของแบรนด์แล้ว ก็รุ่น 624
นี้แหละที่ติดอันดับขายดีและเริ่มได้รับความสนใจในหมู่วัยทีน ด้วยรูปทรงและดีไซน์ที่ดูเข้าตา

มาพร้อมกับความนุ่มสบายที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผ้าใบสีขาวคู่นี้น่าสนใจขึ้น
ราคาคิดเป็นเงินไทยไม่นับภาษีอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท…

7 สนีกเกอร์ ระดับตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น

สนีกเกอร์ คือ รองเท้าสายกีฬา ที่ควบคู่กันไปกับแฟชั่นของวัยรุ่น
ที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น วันนี้มาดูกัน สนีกเกอร์
คู่ไหนบ้างที่ยังคงความคลาสสิก และเป็นตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น
1. Adidas Superstar
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1969 อัพเกรดมาจากรุ่น Pro Model
ซึ่งเป็นรองเท้าวอลเลย์บอล ตอนแรกๆ ทุกคนเรียกมันว่า Shell-toeเพราะหัวรองเท้ามีหน้าตาเหมือนเปลือกหอย
มันคือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่มีส่วนบนเป็นหนังทั้งหมดและฮิตในหมู่นักบาสเอ็นบีเอ ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในยุค 80s ด้วยวงฮิพฮอพรัน-ดี.เอ็ม.ซี.
2. Puma Clyde
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1973 วอลต์ ‘ไคลด์’ เฟรเซียร์ นักบาสเอ็นบีเอ
สวมเจ้าคู่นี้ทั้งในและนอกสนามแข่งจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
ก่อนที่เขาจะสั่งให้พูม่าผลิตรองเท้าด้วยหนังกลับเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว
3. Nike Air Force 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1982นี่คือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่ใช้เทคโนโลยี Nike Air
ซึ่งตั้งชื่อตามเครื่องบิน Air Force One ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากันว่ามีรองเท้า
Nike Air Force 1 ผลิตออกมาราว 2,000 แบบ กับ 1,700 สี และทำรายได้ประมาณ 800
เหรียญต่อปี ทุกวันนี้ยังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น นักบาสไปจนถึงศิลปินฮิพฮอพอย่างเนลลีและคานเย เวสต์
4. Adidas Stan Smith
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1971 เดิมทีสนีกเกอร์สุดฮิตรุ่นนี้จะถูกเรียกว่า Adidas Robert
Haillet ตามชื่อนักเทนนิสคนดังชาวฝรั่งเศส
แต่เขาดันประกาศแขวนแร็กเก็ตไปซะก่อน ชื่อของสแตน สมิธ
มือวางอันดับหนึ่งของโลกในตอนนั้นเลยเข้ามาเสียบแทน
บนลิ้นรองเท้ารุ่นนี้ในปีแรกๆ จึงมีภาพของสมิธ แต่เขียนชื่อ ‘Haillet’ ไว้ด้วย ในปี
1988 มันถูกบันทึกจากกินเนสส์ว่าเป็นรองเท้าที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 22ล้านคู่
5. Converse Chuck Taylor All Stars
เริ่มผลิตปี ค.ศ.1923เดิมทีได้รับการออกแบบให้เป็นรองเท้าสำหรับแข่งบาสเกตบอลโดยตั้งชื่อตามชาร์ลส์ ชัค เทย์เลอร์
นักบาสคนดังของทีม The Converse All Starsจากนั้นก็แพร่พันธุ์ไปอยู่ที่เท้าของร็อกเกอร์ กรันจ์ ฮิพฮอพ ไปจนถึงไมเคิล เจ.
ฟ็อกซ์ ในหนัง Back to the Future
6. Onitsuka Tiger Mexico 66
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1966 มันออกสู่สายตาชาวโลกจริงๆ คือในโอลิมปิกเกมส์ปี
1968 ที่เม็กซิโกซิตี้ ด้วยตัวรองเท้าสีขาวคาดแถบสีแดงและน้ำเงิน
แต่คนที่ทำให้มันดังยิ่งกว่าคือบรูซ ลี ที่สวมคู่สีเหลืองคาดดำในหนังเรื่อง Game of
Death แล้วอูมา เธอร์แมน ก็มาตบซ้ำอีกรอบใน Kill Billที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องแรกนั่นแหละ
7. Nike Air Jordan 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1985 ก่อนหน้าจะที่มีรุ่นนี้ คู่แข่งของมันคือ Puma Clyde
แต่ไนกี้แย่งชัยชนะมาได้ด้วยการใช้ไมเคิล จอร์แดน เป็นเอ็นดอร์สเมนต์
โดยเริ่มผลิตให้จอร์แดนใช้แข่งในสนามก่อนและค่อยผลิตขายจริง Air Jordan
ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของวงการสนีกเกอร์ที่จับโปรดักต์เฉพาะกลุ่มมาทำให้อยู่ในกระแสหลักได้…

ส่องประวัติ “Levi’s” กางเกงยีนส์ ที่ไม่มีวันตาย

เริ่มจากที่ ลีวาย สเตราส์ ชาวเยอรมัน ได้มาตั้งถิ่นฐานที่ซานฟรานซิสโก
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มธุรกิจเสื้อผ้า ผ้าห่มในแถบอเมริกาฝั่งตะวันตกแต่เมื่อปี ค.ศ.1850
ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหน้าไปขุดทองที่เหมืองในเมืองซานฟรานซิสโก
สเตราส์ได้เดินทางไปเพื่อขายของ แต่ของที่นำไปขายได้ขายหมดระหว่างทาง
เหลือเพียงผ้าเต็นท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง
ชาวเหมืองคนหนึ่งบอกให้เขาหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง
เพราะกางเกงคนขุดเหมืองขาดง่าย
คำพูดนี้จุดประกายความคิดให้สเตราส์ทันที
เขาจึงนำเอาผ้าเต็นท์มาให้ช่างตัดเป็นเสื้อและกางเกง แล้วนำออกขาย
ปรากฏว่าขายดีอย่างไม่คาดคิดจนผ้าเต็นท์ใกล้จะหมด
สเตราส์จึงสั่งผ้าใบเรือมาตัดเสื้อผ้า ในขณะที่ผ้าเต็นท์ขาดตลาด
เขาสั่งผ้าหนาอีกหลายชนิดมาจากนิวยอร์ก และนำมาย้อมเป็นสีน้ำเงินคราม
อันเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้ากรรมกร
เมื่อปี ค.ศ.1860 ช่างตัดเสื้อชื่อ จาคอบ เดวิส
จากรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดตามมุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง
เพื่อให้บริเวณนั้นที่มักขาดเสมอแข็งแรงขึ้น
สเตราส์นำวิธีการตอกหมุดมาใช้กับกางเกงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาของเขาและตั้งชื่อ
ว่า “ลีวาย” (Levi’s) ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1873
สเตราส์ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรขึ้น
ถือเป็นวันกำเนิดกางเกงยีนส์ลีวายที่นิยมใช้ทั่วโลกขณะนี้
ยุคสมัย ลีวายส์ 1870 – 1879
ผืนผ้าเดนิมถูกเปลี่ยนตั้งแต่ ค.ศ.1860 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.
เริ่มใช้คำว่า XX เมื่อ ปี ค.ศ.1870 หมายถึงเป็นผ้าเฮฟวี่เดนิม ที่มีคุณภาพดี
โดยมีน้ำหนักเป็นพิเศษ ลีวาย สเตราสส์ และ จาคอบ ดับเบิ้ลยู ดาวิส
ร่วมกันจดทะเบียนหมุดโลหะ คอปเปอร์ ริเว็ตเต็ด เมื่อ ค.ศ.1873
ต่อมาได้ทำการผลิตเดนิม ยีนส์ กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม XX เกิดขึ้นมามีรูปแบบ
3 กระเป๋า จะสังเกตได้ ที่ด้านหลังมีกระเป๋าหลังด้านขวากระเป๋าเดียว
ปี ค.ศ.1880 – 1889 ได้ใช้ป้ายหนังแท้ มาทำป้ายหลังในปี ค.ศ.1886
ในยุคสมัยนี้ยังคงเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ดับเบิ้ลเอ็กซ์
1890 – 1899 ใช้คำว่า 501 คือเลขส่งมอบผืนผ้าจากโรงงานอะมอสเคียง
แมนูแฟคเตอริ่ง คัมปานี ส่งยังลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. เมื่อปี
ค.ศ.1890 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ไฟว์ โอ วัน ดับเบิ้ลเอ็กซ์
เย็บกระเป๋าใบที่ 4 คือกระเป๋าวอช พ๊อคเกต ในปี ค.ศ.1890
1900 – 1909 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เย็บกระเป๋าหลัง เมื่อปี
ค.ศ.1902 ทำให้เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์สที่มีกระเป๋าครบ 5 กระเป๋า
เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ที่สมบูรณ์แบบ ผลิตรุ่น 502 มีผลิตรุ่น 201
หรือกางเกงรุ่นนัมเบอร์ 2 ผลิตของเด็กชาย เป็นรุ่น 503
ก่อนแตกหน่อออกไปอีกเป็น 503 A, และ 503 B ซึ่งเป็นของเด็กโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น
รุ่น 503 ผลิตยาวถึงยุค1960s จะเป็นรุ่น 503 Z
1910 – 1919 กางเกงโอเวอร์ออลล์สเดนิม 501 XX ยังมีการผลิตรุ่น 502 รุ่น
201 ผลิตรุ่น 503 และรุ่น 333 NO.3
1920 – 1929 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ได้เย็บหูกางเกงในยุคนี้
และได้ผลิตรุ่น 201 ไปอย่างต่อเนื่องจนถึงยุค 1940
1930 – 1939 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX สมบูรณ์ แบบ
มีหูสำหรับร้อยสายเข็มขัด มีซินช์แบ็ค เบลท์
ไว้ปรับให้กระชับในกรณีไม่ใช้สายเข็มขัด ในยุคนี้เป็นยุคที่ยกเลิกหมุดโลหะซ้าย-
ขวาของกระเป๋าหลังด้านใน
เปลี่ยนเป็นเย็บกระเป๋าหลังครอบคลุมไว้และเย็บแท็กกิ้งทับอีกชั้นหนึ่ง
หมุดโลหะเรียกว่าคอนซีลเล็ด คอปเปอร์ ริเว็ตส์ นอกจากนี้ มีการใช้ป้ายเรดแท็บ
และได้จดทะเบียนป้ายไว้เเล้ว จากนั้นได้ผลิตกางเกงผู้หญิง เลดี้ ลีวายส์ เวสเทิร์น
โอเวอร์ออลล์ส โดยใช้ผ้าซานฟอไรเซ็ด เป็น 701 ของผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อเบลาซส์
สำหรับใส่ไปท่องเที่ยวในยุคดู๊ดแรนช์ (Dude Ranch)
และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องไปถึงยุค 1950s และ 1960s มีเป็นรุ่น Lot 401 Lady Levi’s
ได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง มีขนาดเอวตั้งแต่ 25 นิ้ว ถึง 33 นิ้ว
และผลิตกางเกงผู้หญิงตามแบบฉบับสำหรับใส่ขี่ม้า เป็นรุ่น R 528 เลดี้ส์
ซานฟอไรเซ็ด เดนิม ฟร้อนเทียร์ส Ladie’s Sanforized Denim Frontiers (ตัว R หมายถึง
Riding) กับผลิตเสื้อผู้หญิง เพื่อสวมเข้าชุดกัน รุ่น RJ 92 เลดี้ส์ ซานฟอไรเซ็ด เดนิม
แจ๊คเกต (Ladie’s Sanforized Jacket)
1940 – 1949 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX มี
รุ่นผลิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1942 จนถึง ค.ศ.1944
ทางลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส
ที่เขาผลิตว่าเป็นรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 บางที่อาจจะใช้คำว่า World War 2 เป็นรุ่น
501 XX, S 501 XX
1950 – 1959 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ถือ
ได้ว่าเป็นที่สุดยอดอีกครั้งหนึ่งของลีวายส์
เพราะผ่านการผลิตมาแต่ละยุคสมัยจนลงตัว
และในยุคนี้เป็นยุคที่รุ่งโรจน์ของอเมริกา ภายหลังมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่
2 ดาราฮอลลีวู้ด นักร้องร็อกแอนด์โรล ใครๆ ที่เป็นคนสำคัญในวงสังคมอเมริกัน
และของโลกต่างหันมาสนใจในผืนผ้าเดนิม มีการเปลี่ยนแปลงป้ายหลัง
จากป้ายหนังแท้ มาเป็นป้ายกระดาษปะเก็น ประเดิมรุ่นที่คำว่า Every Garment
Guaranteed Lot 501 XX
1960 – 1969 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. ได้ผลิตกางเกงเดนิม 501
อยู่ระหว่างคาบเกี่ยวจะเปลี่ยนไปเป็นกางเกงยีนส์ 501 โดยมีการแสดงเกรดของผ้า
โดยใช้ตัวอักษร A, S, F อยู่บนตัวเลขหมายรหัส 501
ของป้ายหลังที่เป็นกระดาษปะเก็น ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.
เคยเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX และได้เปลี่ยนจากคำว่าเดนิม
มาเป็นคำว่ายีนส์ (Jeans) ในยุคนี้ และมีการผลิตยีนส์ ลีวายส์สีขาวขึ้นมา
มีการผลิตรุ่น 505 โดยเป็นรุ่นที่ใช้ซิปแทนกระดุม ยุคนี้ได้ผลิตผ้า Shrunk to Fit
มาทำเป็นกางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 0115 ผืนผ้านี้จะไม่มีการหดตัว
1970 – 1979 กางเกงยีนส์ 501 XX เปลี่ยนป้ายเรดแท็บ จากที่เคยมีตัวอีใหญ่
(E) มาเป็นตัวอีเล็ก (e) 501รุ่นจากนี้ไปจึงติดป้ายเรดแท็บที่มีคำว่า Levi’s ให้ สังเกต
ตัวอี นี่เริ่มเป็นจุด ข้อแบ่งแยกป้าย
เมื่อคนที่หากางเกงยีนส์ลีวายส์ที่เป็นรุ่นที่แตกต่างกันระหว่างบิ๊กอี และไม่ใช่
จึงทำให้กางเกงที่มีป้ายบิ๊กอีมีราคา
1980 – 1989 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้กลายมาเป็นรุ่น 501 0000 เลขหมาย
0000 เป็นรหัสแทน XX และได้กลับมาเป็น 501 xx พิมพ์ตัวดำ ตัวเอ็กซ์ 2 ตัว
จะเล็กเกือบครึ่งของตัวเลข แล้วก็ได้กลายมาเป็น 501 ตัวใหญ่พิมพ์ สีแดง
1990 – 1999 กางเกงยีนส์ 501 XX ยังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง
และในยุคนี้ได้ออกลีวายส์ วินเทจ คล็อทธิ่ง ดังได้เขียนบอกกล่าวมาข้างต้น
2000 – 2009 กางเกงยีนส์ 501 XX
ได้ผลิตไปตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก ในปี ค.ศ.2000 นิตยสารไทม์
ได้เขียนถึงกางเกงยีนส์ 501 Jeans ลงบทความที่มีชื่อว่า “The Clothing Piece of The 20 th
Century” เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ในยุคนี้ได้ผลิตกางเกงลีวายส์
Engineered Jeans ผลิต ขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ที่อยู่ร่วมยุคปี 2000 มาถึง ลีวายส์
เอนจิเนียเร็ด เพื่อการสวมใส่สำหรับทุกกิจกรรมที่คุณสนใจ
ต่อมาได้มีการผลิตกางเกงยีนส์รุ่นล่าสุด Levi’ sจ Type 1TM Jeans
มาเขย่าตลาดแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง สินค้าในยุคครบรอบ 150 ปี คอลเลคชั่นใหม่
501 Celebration Jeans คือ Levi’s Nevada Jeans, Levi’s Red Tab Jeans, Levi’s Engineered Jeans และ
Levi’s Vintage Clothing…

ปลุกตำนาน GELSAGA วัยรุ่นยุค 90 ขายเพียง 1 ล้านคู่

ASICSTIGER ได้นำแคมเปญ ‘WHAT THE GEL™’ กลับมาอีกครั้ง
ให้สมกับการรอคอยของนักสะสมรองเท้ารุ่น GELSAGA
โดยผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์สตรีทแฟชั่นอันล้ำสมัย
อีกทั้งยังเป็นการฉลองความสำเร็จของเทคโนโลยี GEL™
เทคโนโลยีที่รองรับแรงกระแทกซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของรองเท้า ASICS มาตั้งแต่ปี
คศ. 1986 และสำหรับโทนสีใหม่ที่ว่านี้ก็คือ OG RETRO NEON
ขอย้อนเล่าไปตอนเปิดตัวใหม่ๆ สำหรับรองเท้ารุ่น GELSAGA ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี คศ. 1991 โดยผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี GEL™
เพื่อรองรับแรงกระแทกเข้ากับพื้นชั้นกลางรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุโฟม EVAรวมทั้งวัสดุหุ้มรองเท้าที่มีน้ำหนักบางเบา
ซึ่งนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักแต่มีการเพิ่มดีไซน์ความโมเดิร์นของรองเท้ามากขึ้น
และรองเท้ารุ่นคลาสสิกของ GELSAGA ที่ผลิตขึ้นในปี คศ. 1991ถือเป็นการย้อนนึกถึงแฟชั่นในยุค 90 ด้วยสไตล์ของ GELSAGA
ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านลวดลายภาพเกม Retroอันเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุคนั้น
ซึ่งการเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาแฟนเกมได้หวนระลึ
กถึงเสน่ห์และความสนุกของวิดีโอเกมในยุค 90 อีกครั้ง
ซึ่งแคมเปญใหม่ล่าสุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อย้อนความหลังของเหล่าแฟนเกม 8-bit ในยุค 90
และบอกเล่าเรื่องราวการร่วมมือของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งประเทศญี่ปุ่นอย่าง ASICS
รวมถึงความยิ่งใหญ่ของเกมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคนั้น
ความโดดเด่นของรองเท้ารุ่น GELSAGA ในปี 2018 คือโทนสีที่ฉูดฉาดทันสมัยอย่าง
Retro Neon ที่มีให้เลือกมากถึง 5 สี สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์เฉพาะตัวของ ASICSTIGER
ได้อย่างลงตัว โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทำให้มียอดขายมากกว่า 1ล้านคู่…

Jogger pants ใส่ยังไงให้ดูดี

เทรนด์ของกางเกง ‘Jogger Pants’ กลับมาแรงอีกครั้ง ด้วยความคูลในแฟชั่น Street
Style ถึงแม้จะคล้ายกับกางเกงวอร์มใส่ออกกำลังกาย แต่ Jogger Pants
โดดเด่นกว่าด้วยการผสมผสานความเป็น Sportswear แบบ Sweatpants
เข้ากับกางเกงลุค Casual แบบกา งเกงชิโน่
ซึ่ง Jogger Pants เป็นญาติของกางเกงวอร์ม (sweatpants)
ทั้งคู่จึงมีประวัติต้นกำเนิดร่วมกัน ตัว Sweatpants
นั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาครั้งแรกโดยแบรนด์ Le Coq Sportif ในประเทศฝรั่งเศสช่วงปี
1920 โดยการนำผ้า jersey (ผ้าทอชนิดนึง) มาตัดเป็นชุดใส่วิ่งสำหรับนักกีฬา
ความสบายทำให้มันเป็นที่นิยมและแตกยอดไปยังแบรนด์กีฬาอื่นๆในเวลาต่อมา
อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในฐานะเสื้อผ้าใส่สบายๆในหมู่ประเทศแถบยุโรปด้วย
แต่ความพิเศษของกางเกงจ็อกเกอร์ คือ เนื้อผ้า Cotton spandex sateen
ที่มีความยืดหยุ่น ออกเงาๆ มาในทรงขาจั๊ม ทำให้มีเสน่ห์เหมาะกับการเลือกจับไป mix
& match กับเสื้อผ้าได้หลากหลายแบบ สามารถใส่ได้ในหลายโอกาส
เสื้อแบบไหนที่เหมาะกับ Jogger Pants
อันที่จริงกางเกงทรง Jogger Pants สามารถ Match ได้กับเสื้อเกือบทุกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อสีพื้น เสื้อทรง Oversized ที่ใส่แล้วดูโอปป้าก็เหมาะ
หรือถ้าอยากได้ลุคที่เป็นทางการมากขึ้น ก็เลือกจับคู่กับเสื้อเชิ้ตก็ดูไม่แปลก
แต่ถ้าเอาชัวร์สุดๆ ควรมีเสื้อยืดเนื้อผ้าดี สีเบสิคอย่างสีขาวและสีดำติดตู้เสื้อผ้าไว้
สามารถใส่คู่กับ Jogger Pants ได้ทุกสีเลยทีเดียว
เพิ่มเลเยอร์ด้วยการสวมคลุมทับแจ็กเก็ตสักตัว รับรองว่าลุคนี้ดูดีแน่นอน
รองเท้าที่เข้ากันได้ดีกับ Jogger Pants
รองเท้า Sneaker เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะให้ลุคที่เป็น Street สบาย
คล่องตัว และเรียบง่าย รองเท้า Sneaker ที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับกางเกง Jogger Pants
คือรองเท้าหุ้มข้อ เพราะกางเกงเป็นทรงขาจั๊มอยู่แล้ว
การใส่คู่กับรองเท้าหุ้มข้อที่สูงขึ้นมา จะทำให้ดูตันหรือช่วงขาดูสั้นลงได้ ควรเลือกเป็น
Sneaker ที่ทรงดูสปอร์ตหน่อย
จะเหมาะกับกางเกงจ็อกเกอร์ที่เน้นความคล่องตัวมากกว่า
พร็อพแบบไหนที่ใช่สำหรับ Jogger Pants
ลองหยิบหมวกแก๊บมาใส่คู่กับนาฬิกาสไตล์ Sport รับรองว่า Match กับแฟชั่นลุค
Street Style ได้อย่างลงตัวเพราะการจะใส่เสื้อผ้าในลุคลำลองให้ดูดี
ต้องแต่งองค์ประกอบให้ไม่น้อยหรือมากเกินไป ดังนั้นควรมีเครื่องประดับเสริมความเท่ห์
และความมั่นใจให้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงจะพอดี
Jogger Pants ใส่โอกาสไหนได้บ้าง
สถานการณ์ที่เหมาะกับการเลือกใส่ Jogger Pants เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้าง In-
formal หรือไม่เป็นทางการมากนัก ดังนั้นจึงควรเลือกใส่ให้เหมาะกับกาลเทศะ
เลือกหยิบกางเกงจ็อกเกอร์ไปใส่ในวันสบายๆ ที่ต้องการลุค Casual
หรือไปเที่ยวแบบลุยๆ Adventure ที่ให้ความคล่องตัวก็เหมาะมากเช่นกัน…

3 รองเท้าสุดชิคที่ยังไงก็ไม่มีวันตกเทรน

รองเท้าผ้าใบจัดเป็นหนึ่งในไอเทมยอดนิยมที่วัยรุ่นมักมีไว้ครอบครอง
เพราะมันคือหนึ่งในไอเทมยอดฮิตสำหรับการแต่งตัว
สำหรับราคาของรองเท้าผ้าใบก็ตกต่างกันออกไปบ้างถูกบ้างก็แพงแถมบางรุ่นบางยี่ห้อนั้นมีเอกลักษณ์ที่
แตกต่างกันออกไป
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยนั้นมีหลายยี่ห้อเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมากมายเลยทีเดียวดังนั้นเราจึงข
อพาคุณไปชม 3 รองเท้าที่ได้รับความนิยมแบบสุดๆที่แม้ว่าบางคู่จะออกมานานนับปี
แต่มันยังคงเป็นรองเท้าที่ได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการจนถึงเวลานี้
คอนเวอร์ส สปริงส์
แน่นอนว่าคงไม่ผิดคาดที่คอนเวอร์สจะเป็นยี่ห้อรองเท้ายอดนิยมยี่ห้อหนึ่งเพราะถือได้ว่าเป็นรองเท้าที่มีเ
อกลักษณ์ของตัวเองอย่างมาก สำหรับคอนเวอร์สนั้นดีไซน์ถูกออกแบบมาดูเรียบง่าย
แต่เต็มไปด้วยความโดดเด่นเอกลักษณ์ของมันคือรูสองรูที่อยู่บริเวณตัวด้านข้างของร้องเท้า
ซึ่งหลายรุ่นของคอนเวอร์สจะดีไซน์ออกมาเป็นทรงนี้เอาไว้ ส่วนคอนเวอร์ส
สปริงส์คู่นี้ก็ออกแบบมาในทรงคล้ายๆกัน
แต่จะมีความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆอยู่บ้างนั่นคือส่วนของพื้นรองเท้าที่จะหนามากกว่ารุ่นอื่น
โดยปกติแล้วคอนเวอร์สจะเน้นพื้นหนา แต่เจ้ารุ่นนี้เพิ่มขนาดความหนามากขึ้นไปอีก แต่มันดูไม่เทอะทะ
ซึ่งกลับดูสวยงามซะด้วยซ้ำแถมยังทนทานต่อการใช้งานอีกทั้งสีที่ถูกผลิตออกมายังเป็นโทนอ่อนจนมันไ
ด้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
อดิดาส ซุปเปอร์สตาร์ สลิปออน
หนึ่งในรองเท้าที่ยังคงมีคนตามหาเพื่อจับจองเป็นเจ้าของจนถึงเวลานี้จริงๆแล้วอดิดาสเป็นหนึ่งในยี่ห้อที่
ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงอยู่แล้วจนบางรุ่นต้องเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่สินค้ายังไม่ถูกส่งมาเมืองไทยดังจะ
เห็นได้ว่า อดิดาส ซุปเปอร์สตาร์ สลิปออน ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นเช่นเดียวกัน
โดยหากย้อนไปก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งปีนี่คือรองเท้าที่สาวกอาดิดาสยอมลงทุนโดดงานไปนอนรอที่หน้าร้า
นอาดิดาสในเซนทรัลลาดพร้าวเพื่อรอเป็นเจ้าของ อดิดาส ซุปเปอร์สตาร์ สลิปออน
ซึ่งในตอนนั้นมีจำนวนหลักร้อยคนเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันหลักปิดรับพรรออเดอร์ก็ยังมีกระแสคนเรียกร้องให้ทางศูนย์อาดิดาสนำเข้ามาจำหน่ายเพิ่ม
สะท้อนความนิยมของเจ้าอดิดาส ซุปเปอร์สตาร์ สลิปออนขึ้นไปอีกขั้น
แต่รองเท้ารุ่นนี้ก็มีราคาที่แตกต่างกันออกไปโดยในแต่ละรุ่นราคาจะไลตั้งแต่ 1900 ไปจนถึง 10000
บาทเลยทีเดียว
ไนกี้ แอร์ แมกซ์
เรียกได้ว่าไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยหนึ่งในรุ่นรองเท้าจากแบรนด์ไนกี้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหนีไม่
พ้น ไนกี้ แอร์ แมกซ์ สำหรับรุ่นนี้ถูกดีไซน์ออกมาให้ดูสมส่วนสุดๆ และมีความสวยงามแม้รูปร่างจะดูตัน
แต่จริงๆแล้วเบาใส่สบายไม่อับชื้นรวมถึงยังมีหลายราคาที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถจับต้องได้ง่ายจนเป็นที่นิยม
มาถึงทุกวันนี้…

7 สิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากเป็น “Fashionista”

ผู้ที่สนใจเรื่องแฟชั่นเครื่องแต่งกายคงคุ้นเคยกับคำว่า Fashionista
ซึ่งหมายถึง ผู้นำแฟชั่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการแฟชั่น เช่น ดีไซเนอร์ นางแบบ
หรือผู้ที่เกาะติดและก้าวตามกระแสแฟชั่นอย่างใกล้ชิด
เนื่องสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดศัพท์ใหม่ขึ้น
คือ recessionista ที่มาจากคำว่า recession (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย) + -ista
ใช้เรียกผู้ที่สามารถคงสไตล์การแต่งตัวตามแฟชั่นได้ด้วยงบที่จำกัด
โดยอาศัยเทคนิคต่าง ๆ เช่น แลกชุดกับเพื่อน หรือซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมมือสอง
แฟชั่นนิสต้า ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวตามแฟชั่นเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงผู้หญิงที่รู้จักเน้นจุดขาย กลบจุดด้อย
รู้จักสร้างสรรค์ให้ตัวเองดูโดดเด่นได้ และถ้าคุณอยากจะเป็น Fashionista ตัวจริง
ง่ายนิดเดียว ลองไปดูกันเลยจ้า
1. มองหาแรงบันดาลใจ
แฟชั่นอยู่รอบตัวเรา จะเป็นผู้นำแฟชั่นได้ อันดับแรก
ต้องมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สไตล์ของตนเองในทุกๆวัน
ให้สาวๆทุกคนทดลองแต่งตัวหลากหลายแบบ
แล้วเราจะรู้เองว่าเราเหมาะกับสไตล์ไหน อะไรที่ใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ต้องเรียนรู้กันไป
ของแบบนี้ไม่ได้เป็นกันภายในวันสองวันนะ
2. เข้าสังคมและพบปะเพื่อนฝูง
การมีเพื่อนสนิทที่คนรู้จักเยอะ
จะทำให้เธอสามารถดึงดูดผู้ติดตามให้สนใจในไลฟสไตล์ของเธอมากยิ่งขึ้น
ยกตัวอย่าง “พลอย ชวพร” แฟชั่นนิสต้าสาวมากความสามารถระดับต้นๆของเมืองไทย
3. อ่าน Fashion Magazines
คิดจะเป็นสาวสุดอินเทรนด์ นิตยสารแฟชั่นเนี่ยคลาสสิคที่สุดแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนิตยสาร Vogue หรือ Marie Claireนะ
เป็นตัวช่วยสร้างแรงบัลดาลใจได้ดีทีเดียว
4. มั่นใจในตัวเองเข้าไว้!
การเป็นผู้นำเทรนด์จะต้องกล้าที่จะสร้างสรรค์สไตล์ให้แตกต่างจากสาวๆคนอื่น
เมื่อคุณเชื่อมั่นว่าคุณดูดี คนที่ติดตามคุณก็จะเชื่อว่าเมื่อเขาแต่งตัวตามคุณ
เขาก็จะดูดีเช่นคุณเหมือนกัน ฉะนั้น
ความมั่นใจในตัวเองจึงเป็นตัวหลักที่ช่วยส่งเสริมความเป็นแฟชั่นนิสต้านะ
5. ติดตาม Fashion blogger สม่ำเสมอ
แฟชั่นนิสต้าจะต้องตามเทรนด์เสมอ เธอต้องรู้ว่าอะไรกำลังจะมา
และอะไรกำลังจะไป ด้วยการส่อง IG
ของแฟชั่นบล็อคเกอร์หรือพวกเหล่าคนดังเมืองนอกเพื่อเพิ่มโลกทัศน์ใหม่ๆ
เกี่ยวกับวงการแฟชั่น
6. ดูแลตัวเองให้ดูดีสม่ำเสมอ
จำเป็นอย่างยิ่งที่สาวผู้นำเทรนด์จะต้องมีสุขภาพที่ดี ทั้งภายนอกและภายใน
เช่น หาเวลาว่างเข้าสปา ดูแลตัวเองให้มีผิวสวย อาหารก็เช่นกัน
ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพ เพื่อผิวที่ดีจากภายใน สู่ภายนอกจนใครๆก็อยากมอง
7. มีทัศนคติที่ดี
เธอต้องคิดว่าแฟชั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม และถ้าคุณมีทัศนคติที่เป็นบวก
มองโลกในแง่ดี คุณก็จะมีความสุขและสนุกสุดๆ กับการแต่งตัว ดั่งที่
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงดำรัสไว้ว่า…

เลือกสูทให้ดี แค่นี้ก็หล่อแบบกินขาด

สำหรับคนไทยเราไม่ค่อยจะได้ใส่เสื้อสูทไปไหนมาไหนมากนัก เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน
และไม่ค่อยนิยมในการที่จะใส่ไปทำงาน ไม่เหมือนหนุ่มๆพนักงานในต่างประเทศ แต่คนไทยก็ยังจะได่ใส่สูทในงานสำคัญเช่น
งานแต่งงาน แม้ว่าจะนานๆหยิบมาใส่ที แต่นานๆทีก็ต้องหล่อแบบสุดๆ เลยเพราะฉะนั้นการเลือกสูทที่ดี และเข้ากับเรา
นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและคุณผู้ชายทั้งหลายนั้นจะต้องเอาใจใส่อย่างมาก หากว่าอยากที่จะดูดี
ไม่ใช่แต่งออกมาแล้วไม่เข้ากันเลย
เทรนด์สูทผู้ชายในยุคปัจจุบันที่มีโครงเสื้อแบบSharp line มีการตัดเย็บอย่างประณีตและมีชายเสื้อที่สั้นลง
ซึ่งสูทในลักษณะนี้จะทำให้ผู้สวมใส่ดูทันสมัย ได้ลุคอย่างมืออาชีพ แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความดั้งเดิมอยู่
เพราะแฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สูทแบบพอดีตัว ( fitted suit ) จึงสามารถผ่าทุกกฎเดิมๆ
สามารถใช้งานได้ทันทีที่หยิบออกจากตู้เสื้อผ้า เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อช่วยคุณมีความรู้ในการเลือกซื้อสูทประเภทนี้ได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อคุณมีเนื้อส่วนเกินตามลำตัว เวลาคุณใส่แจ็กเก็ตจะทำให้คุณดูไม่ค่อยสมส่วนสักเท่าไหร่
และเพื่อให้คุณได้ลุคที่ดูดีที่สุดให้จำไว้เสมอว่าเสื้อสูทกระดุมสองเม็ดเหมาะสมที่สุด
เสื้อสูทที่มีกระดุมสองเม็ดเป็นมาตรฐานและดีไซน์มาแล้วว่าเหมาะสมกับร่างกายทุกแบบ
มันจะไม่ดึงดูดความสนใจมารวมที่รูปร่างของคุณเหมือนสูทกระดุมเม็ดเดียวที่ทันสมัยหรือสูทกระดุมสามเม็ดที่ไว้สำหรับคนผอมมาก
ชายหนุ่มเจ้าเนื้อ สูทเรียบๆ จะช่วยทำให้คุณดูหุ่นดีขึ้น ในขณะที่เสื้อผ้าที่มีลายเยอะๆ จะทำให้คุณดูตัวใหญ่ขึ้นไปอีก
แต่ก็ยังคงมีตัวเลือกให้คุณถ้าคุณกำลังหาสูทที่มีดีเทลนิดหน่อย เช่น สูทลายทางจะทำให้คุณดูตัวยาวขึ้น
ดูเหมาะสมและทันสมัย อีกทั้งยังสามารถเลือกสวมใส่สูทที่มีลายเล็กๆ ได้ เพียงแต่คุณต้องเลือกอย่างระมัดระวังเลือกใส่เสื้อสูทที่มีกระดุม 2 เม็ด
ในขณะที่กระดุมควรมีสองเม็ด ให้จำไว้เลยว่ารอยผ่าจะต้องตรงข้ามกัน คุณควรหลีกเลี่ยงเสื้อสูทแบบDouble-vent
เพราะด้วยรอยผ่าสองข้างที่ด้านหลังจะทำให้คุณมีบันท้ายที่ใหญ่มากยิ่งขึ้นและยังเป็นจุดที่ดึงดูดสายตาอีกต่างหาก
เพราะอย่างนั้นแล้วคุณควรเลือกสูทแบบ Single vent
ที่มีรอยผ่าเดียวข้างหลังสูทจะช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้ดีมากยิ่งขึ้นและช่วยให้ดึงดูดความสนใจกับขนาดร่างกายของคุณได้น้อยลง…