ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องเเต่งตัวอย่างไร

ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมที่มีนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย
ต้องการที่จะไปสัมผัสบรรยากาศที่ดี
เเละสิ่งที่หนีไม่พ้นเรื่องแนวของเสื้อผ้าการแต่งตัว
ว่าจะต้องแต่งอย่างไรดีถึงจะเข้ากับสภาพอากาศและกลมกลืนกับคนญี่ปุ่น
เรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะคนญี่ปุ่นนั้นจะมีนิสัยพิถีพิถันในเรื่องของการแต่งตัวให้เข้ากับฤดูกาล
สำหรับคนไทยอย่างเรา ถ้าไม่มีการเตรียมตัวที่ดี อย่างเช่น ถ้าสภาพอากาศที่ญี่ปุ่นกำลังร้อน ๆ
แต่เราดันเอาเสื้อโค้ทหนาๆ ไปใส่เดินเฉิดฉาย รับรองว่าคนญี่ปุ่นคงจะขำเเน่
สำหรับการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในแต่ละช่วงเดือนมาให้ดูกัน
รับรองว่าจะเป็นประโยชน์จะช่วยให้การเตรียมเสื้อผ้าไปใส่ได้แบบกลมกลืนกับคนญี่ปุ่นได้ดีทีเดียว
ไปญี่ปุ่นในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม
ในช่วงนี้จะเป็นช่วงฤดูหนาว อากาศจะหนาวจัดมากๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์
ควรเตรียมไปจะต้องเป็นเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นได้อย่างมาก สำหรับช่วงนี้
สามารถครีเอทการแต่งตัวในแบบแฟชั่นหน้าหนาวได้อย่างจัดเต็ม
อาจจะใส่เสื้อกันหนาวไหมพรมทับด้วยเสื้อโค้ทหนาๆ ใส่คู่กับกางเกงขายาว เสริมความสวย หมวก ผ้าพันคอ
ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าบูทหรือรองเท้าหุ้มข้อ อย่าให้ขาดทีเดียว
ไปญี่ปุ่นช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน
จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศช่วงนี้เขาว่ากันว่าอากาศจะเริ่มอุ่น ดอกซากุระจะเริ่มบาน
และมีฝนตกเป็นบ้างเป็นบางช่วง สำหรับคนไทยที่มักจะนิยมไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น เพราะนอกจากอากาศจะดี
ยังจะได้ชมดอกซากุระแบบเต็มอิ่ม ซึ่งไปช่วงนี้อาจจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่ไม่บางและหนาจนเกินไป
สวมทับกับเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีสันสดใส ใส่คู่กับกางเกงขาสั้น ขายาว เเละอย่าลืมพกร่มติดตัวกันไปด้วย
เพราะอาจมีฝนตกได้
ไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน
ช่วงนี้อากาศจะร้อนและชื้นมาก คนญี่ปุ่นจะนิยมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ อยู่เมืองไทยแต่งแบบไหน
ไปญี่ปุ่นก็แต่งแบบนั้น เพราะอากาศจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เสื้อแขนกุดแขนสั้น กับกางเกงขาสั้น
รองเท้าแตะ หรือรองเท้าผ้าใบก็ได้หมด สบาย ๆ
เราไม่ต้องคิดมากในฤดูกาลนี้เพราะว่าจะเเต่งเเบบไหนก็ได้คล้ายกับว่าอยู่ที่ประเทศไทยนั้นเอง
เเต่อาจจะดูดีขึ้นอีกหน่อยก็ได้
ไปญี่ปุ่นช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
ช่วงนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง คล้าย ๆ กับฤดูใบไม้ผลิ
ใครที่ไปเที่ยวช่วงนี้จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเช้าอากาศจะดี กลางวันร้อน กลางคืนหนาว
และบางวันอาจจะฝนตก ดังนั้นเสื้อผ้าที่เตรียมไปก็อาจจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นสวย ๆ ใส่คู่กับกางเกงขาสั้น ขายาว
หรือจะเป็นกระโปรง ก็ได้ชอบเเบบไหนสามารถเเต่งกันได้เลย
เป็นอย่างไรกันบ้างน่าจะได้รับความรู้กันพอสมควรเเล้วในการเเต่งตัวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในเเต่ละเดือนของ
ปีนั้นว่าจะต้องเเต่งเเบบไหนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ
ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเปลี่ยนเเปลงบ่อยเลยทีเดียว
เเละเมื่อรับรู้เเล้วก็ไปลุยดินเเดนซามูไรกันเลย…

แต่งตัวไปงานอย่างไรไม่ให้ดรอป

หลายคนอาจจะเป็นบ่อย กับปัญหาที่ว่าจะแต่งตัวไปงานอย่างไรดีให้ดูดี และไม่แย่งซีนเจ้าของงาน
บางคนการเลือกชุดนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งถ้าชุดที่ชอบมากๆ แต่กลับมีปัญหาคือใส่ไม่ได้ หรือไม่เหมาะสมกับรูปร่าง
ยิ่งทำให้ขาดความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ตามการจะแต่งตัวไปงานไหนๆ สิ่งทีต้องคำนึงคือ
สถานที่และความเหมาะสมของงานจึงจะถือว่าแต่งตัวได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
บทความนี้จึงมาพูดถึงสิ่งที่ต้องคำนึงหากคุนต้องแต่งตัวเพื่อไปงานหรือโอกาสสำคัญต่างๆ เคล็ดลับไม่ยากเลย
1.งานแต่งงาน
โปรดรู้ไว้ว่าวันนี้เจ้าสาวต้องสวยที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าแต่งตัวเกินหน้าเกินตาเจ้าสาวล่ะ สำหรับเพื่อน
ถ้ามีชุดเพื่อนเจ้าสาวให้ก็สบายไปเยอะ และควรเอาชุดไปเปลี่ยนด้วย สำหรับงานปาร์ตี้กลางคืน
แต่สำหรับแขกในงานการแต่งตัวไปงานแต่งแต่ละงานก็แตกต่างกัน เช่นงานกลางวันแบบไม่เป็นทางการ
ควรใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงสั้น หรืองานกลางคืนแบบไม่เป็นทางการ ควรใส่ชุดเดรสค็อกเทล
หรือชุดเดรสสั้นแบบเรียบแต่หรู งานกลางวันแบบทางการ สามารถใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงได้ แต่ควรเรียบขึ้น
สิ่งต้องห้ามเลยคือห้ามใส่สีขาวเป็นอันขาด เพราะเป็นสีสำหรับเจ้าสาวเท่านั้น และไม่ควรใส่สีดำ
เพราะไม่เหมาะสมกับงานมงคล และไม่ต้องกังวล ถ้าบังเอิญใส่ชุดสีเดียวกับเพื่อนเจ้าสาวหรือแม่เจ้าสาว
เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าได้เลยว่าใครจะใส่ชุดอะไรมา ควรใส่ชุดที่ออกแนวเรียบร้อยหน่อย
ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เซ็กซี่เกินไป และควรดูบัตรเชิญด้วยเพราะทางเจ้าสาวอาจจะมีตรีมชุด หรือตรีมงาน
2.งานเลี้ยงพบเพื่อน
งานพบปะเพื่อนฝูงคงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก แค่หาชุดให้ได้ธีมของงานก็เป็นพอ
แต่สำหรับงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีธีมก็ควรดูที่สถานที่เป็นหลัก จากนั้นก็ดูว่าเป็นงานตอนกลางวัน หือตอนกลางคืน
และระดับความหรูหราของสถานที่นั้นๆ เสื้อผ้าที่ใส่ควรเป็นชุดลำลอง
อาจเป็นเดรสสั้นผ้าบางเบาใส่คู่กับรองเท้าส้นสูงแบบที่สีเข้ากันกับชุด อาจจะเพิ่มเครื่องประดับ เช่น
สร้อยคอหรือกำไลข้อมือ และควรหาเวลาไปบำรุงผิวพรรณและชอปปิ้ง หาชุดที่ถูกใจเตรียมไว้ก่อน
และหากเจอเพื่อนที่ใส่ชุดมาเหมือนกันหรือคล้ายกันก็ไม่ต้องซีเรียสมาก
3.งานทำบุญ
หากพูดถึงงานทำบุญแล้ว แน่นอนว่าควรจะแต่งกายให้เรียบร้อยเข้าไว้จะดีที่สุด
และดูว่างานที่ไปนั้นเป็นงานบุญประเภทไหน เช่นงานบวช งานทำบุญบ้าน งานขึ้นบ้านใหม่
ชุดก็อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อย รวมถึงดูความสำคัญของตัวเราเป้นหลักว่าเราสนิทกับเจ้าของมากน้อยเพียงใด
สีที่ใส่ควรเป็นสีเรียบๆ โทนอ่อน เช่นสีขาว ครีม ไม่ควรใส่สีที่ฉูดฉาดและโชว์สัดส่วนมากจนเกินไป
เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าในงานบุยนั้นจะต้องมีพระอยู่ในงาน รวมทั้งแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานอีกด้วย…

เคล็ดลับแต่งตัวให้ดูเด็ก แบบ Lure Hsu

เชื่อว่าผู้หญิงทุกคน ย่อมอยากดูสาวดูสวยตลอดเวลา แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า
กาลเวลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหนีได้พ้น แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือการดูแลตัวเอง
รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ลุคของเราให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ใครมาทักเราว่าดูแก่
เพราะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว
ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมสาวๆ ถึงต้องหาสารพัดวิธี
มาช่วยบำรุงไม่ให้ตัวเองนั้นดูแก่ลง สิ่งหนึ่งที่สามารถหลอกอายุได้อย่างแนบเนียน
นอกจากการทำศัลยกรรม ฉีดโบท็อกซ์ หรือ ตัดผมสั้นแล้ว
ก็คงจะเป็นเรื่องของการแต่งตัวที่มีส่วนมากๆ เราสามารถดูตัวอย่างได้จากเน็ตไอดอล
และบล็อกเกอร์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Lure Hsu (วาร์ป www.instagram.com/lurehsu)
ที่ดูผ่านๆ ก็คงจะไม่มีใครเชื่อ หากจะบอกว่าปีนี้อายุของเธอปาเข้าไป 42 แล้ว
วันนี้เราจะมาแนะนำทริคแต่งตัวลดอายุให้ดูเด็กกัน
1. อัปเดตเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ
ถือเป็นสิ่งสำคัญสุดๆ สำหรับสาวๆ ทุกคน กับการส่องว่าเดี๋ยวนี้วัยรุ่นนิยม
หรือชอบใส่เสื้อผ้าแบบไหน เทรนด์แฟชั่นตอนนี้เป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ไปเลือกซื้อ
หรือหยิบของเก่ามามิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างถูกใจ และดูดี
2. เน้นเสื้อผ้าแบบคลาสสิก
ความควาสสิคไม่มีวันเก่า เป็นคำที่ใช้ได้เสมอ สำหรับสาวๆ ที่ไม่อยากเสียเงินเยอะ
เวลาซื้อเสื้อผ้า เน้นเลือกสีเรียบๆ หรือทรงคลาสสิกเข้าไว้
เพราะเราสามารถหยิบมาแมทช์ได้ตลอดเวลา เช่น สีดำ ขาว น้ำตาล เทา เบจ
รวมไปถึงไอเทมยีนส์ต่างๆ หากเป็นเสื้อผ้ามีลาย แนะนำให้ซื้อลายที่เป็นเบสิค อย่าง
ลายขวาง หรือลายตั้ง
3. ลุคแต่งหน้าก็สำคัญ
ลุคในการแต่งหน้าถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การแต่งตัวเลยทีเดียว
หากต้องการแต่งหน้าลดอายุ คือ ต้องแต่งหน้าน้อยๆ เผยงานผิว หัวคิ้วฟุ้งๆ นวลๆ
ส่วนลิปสติกให้เน้นสีธรรมชาติ โทนชมพู นู้ด ส้มนิดๆ เป็นใช้ได้
ส่วนเทคนิคการทาปากแบบเบลอๆ ให้เหมือนสาวเกาหลีแบบ Lure Hsu ก็ดูดี
ถ้าลองไปส่องในไอจีของเธอ แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเธอจะอายุ 42 แล้ว
อีกสิ่งที่สำคัญมากๆ นอกจากปัจจัยภายนอกทั้งหมดนี้ คือ การดูแลตัวเอง
ทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ลดของหวาน ของมันของทอด แอลกอฮอล์ต่างๆ
ซึ่งจะทำให้เราแก่เกินวัย รวมไปถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพียงเท่านี้เราก็จะดูดีจากภาพในออกมาสู่ภายนอกแล้ว…

แต่งตัวไปบ้านแฟนครั้งแรก

1.เลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เหมาะกับวัย
เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เป็นสิ่งที่เสริมบุคลิกภาพที่สุด และบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ ต้องเลือกที่คัทติ้งดีๆ
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม เสื้อสเวตเตอร์ตัวสั้น ใส่กับกระโปรง-กางเกงเอวสูงดีที่สุด
ส่วนสำหรับสเวตเตอร์ตัวยาว ไปกันได้ดีมาก กับช้อตท์แพนท์ เลกกิ้ง และกางเกงขาเดฟ
แต่ถ้าใครอยากใส่กระโปรงมากกว่า ก็สามารถใส่กระโปรงได้ แต่ไม่ควรแต่งตัวโป๊ กางเกงขาด หรือสีโทนขาวดำ
2.ทรงผม
เลือกทรงที่รับกับใบหน้าและบุคลิก โดยการเลือกช่างผมมืออาชีพที่มีผลงานให้เห็น รวมทั้งความเหมาะกับใบหน้า
ที่มีช่างมืออาชีพตัดให้ ไม่ควรทำสีผมสีฉูดฉาดในการพบครอบครัวแฟนครั้งแรก เคล็ดลับคือควรเข้าร้านเล็มทรง
ผมทุก 3 เดือนครั้ง เพราะฝีกรรไกรที่ฝากไว้ที่ผมของเรา ช่างอาชีพจะรู้เลยว่าฝีมือระดับไหน
3.การแต่งหน้า
แต่ต้องเลือกอย่างระวัง ให้เหมาะกับสภาพผิว และสีผิว ไม่แต่งหน้าจัดจนเกินไป
แต่งให้เป็นะรรมชาติเป็นตัวเองที่สุด โดยอาจจะใช้เครื่องสำอางหลายอย่างราคาหลักร้อย
ที่สำคัญซื้อใช้ทีละแบรนด์อย่าใช้มั่ว เพราะหากแพ้ขึ้นมาจะได้รู้ว่าเกิดจากตัวไหน
4.รองเท้า
เลือกรองเท้าที่ดีและมีคุณภาพเพียงคู่เดียว แบบเรียบ สีดำหรือน้ำตาล หรืออาจจะเป็นคัทชูหุ้มส้น
ใส่ได้ทุกโอกาส เอาแบบที่ใส่แล้วไม่กัด เดินได้ทน สบายฝ่าเท้า จะช่วยเสริมบุคลิกภาพ
และความมั่นใจให้กับเราอีกด้วย
5.เล็บมือเท้า
การจะสวยและดูดีนั้นเล็บก็เป็นสิ่งสำคัญ อาจจะทาแค่ตัวบำรุงหรือไม่ทาเลยส่วนเล็บเท้า
ถ้าใส่รองเท้าหน้าเปิดต้องทาเล็บเลือกแบบสีสุภาพ ถ้าเล็บลอกต้องรีบเช็ดออก อย่าปล่อยให้กระดำกระด่าง
ไม่ควรปล่อยปละละเลยจนเล็บดูไม่เป็นรูปทรง โดยควรตัดเล็บให้สั้นพอสมควรไม่ปล่อยยาวจนเกินไป
และควรตัดหนังแข็งๆ รอบๆ เล็บให้สะอาดบ้าง นอกจากนี้ ไม่ควรเข้าร้านทำเล็บบ่อยเกินไป
เพราะช่างมักจะมีการแคะซอกเล็บ หรือตัดจมูกเล็บออกบ่อยๆ จนผิวบริเวณซอกเล็บหรือจมูกเล็บเกิดความเสียหาย
อย่างไรก็ตามแต่ก็ไม่ควรทาเล็บบ่อยและไม่ควรใช้น้ำยาล้างเล็บมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากบางครั้ง
ยาทาเล็บไม่มีคุณภาพ สารเคมีที่อยู่ในยาทาเล็บจะเข้าไปทำลายเนื้อเล็บจนทำให้เล็บเหลืองไม่สดใส
ส่วนน้ำยาล้างเล็บก็จะทำให้เล็บแห้ง แตก หักง่าย
6.บุคลิกภาพที่ดูดี
การมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมทำให้เราดูดีอยู่เสมอ เช่น นั่ง เดินหลังตรง ไม่เดินเร็วไป ช้าไป แกว่งแขนให้ได้องศาพอดีๆ
ฯลฯ ก้จะช่วยทำให้เราดูดีขึ้นอีกมากทีเดียว…

สิ่งที่ต้องรู้!5วิธีเลือกซื้อรองเท้าให้เข้ากับคุณ

อย่างแรกต้องเริ่มจาก ดูลักษณะเท้าตัวเองก่อน โดยก่อนจะไปซื้อรองเท้า
ลองก้มมองแล้วพินิจพิจารณาดูลักษณะของเท้าตัวเองเสียก่อน ว่ามีลักษณะอย่างไร วิธีก็คือ ลองเอาเท้าไปจุ่มน้ำ
แล้วเหยียบลงบนกระดาษขาว ถ้าเท้าของคุณมีลักษณะโค้งแบน
รอยน้ำจะแสดงให้เห็นผิวสัมผัสบนกระดาษอย่างชัดเจน ถ้าเป็นเท้าแบบโค้งสูง รอยน้ำจะขาดหายบริเวณกลางฝ่าเท้า
และถ้าเป็นรอยเท้าปกติ รอยน้ำจะปรากฏประมาณครึ่งหนึ่ง พอรู้แล้ว
จะได้เลือกพื้นรองเท้าที่เหมาะสมกับฝ่าเท้าของตัวเองได้
ต่อด้วย ดูลักษณะปลายเท้า อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงนั่นก็คือ ลักษณะของปลายเท้า
คุณต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเป็นคนมีลักษณะปลายเท้าแบบไหน หากปลายเท้าของคุณกว้าง
รองเท้าหัวแคบและเล็กจนทำให้นิ้วเท้าของคุณอึดอัดก็คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี แต่หากปลายเท้าของคุณเล็ก
รองเท้าหัวกว้างก็คงไม่ให้ความรู้สึกกระชับขณะสวมใส่สักเท่าไรนัก
ต่อมาควรเลือกซื้อรองเท้า ตอนใกล้หมดวัน เท้าจะมีขนาดใหญ๋ขึ้นเล็กน้อยเมื่อผ่านการเดินมาตลอดทั้งวัน
เนื่องจากมีเลือดไหลเวียนมาที่เท้ามากขึ้น จึงเป็นเวลาที่เหมาะจะเลือกรองเท้ามากที่สุด
เพราะคุณจะแน่ใจได้ว่านี่เป็นไซส์รองเท้าที่เหมาะสมกับเท้าของคุณจริงๆ
ไม่หลวมเกินไปและไม่คับเกินไปเมื่อเท้าของคุณขยายตัวแม้ผ่านการเดินมาตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน อ๊ะ
แต่อย่าลืมเช็คให้แน่ใจก่อนว่ากลิ่นเท้าของคุณจะไม่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในร้านรองเท้า
เดี๋ยวคนแถวนั้นจะขมคอกันไปหมด ยังไงก็แก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็นไว้แต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
สี่ต้องลองรองเท้าซัก 3-4 ไซส์ เพราะไซส์เดียวกันของแต่ละแบรนด์หรือประเภทรองเท้าอาจไม่เท่ากันเสียทีเดียว
เพื่อความแน่ใจ คุณควรลองไซส์ที่คุณใส่อยู่ประจำก่อน แล้วลองไซส์ที่ใหญ่ขึ้นกับเล็กลงเล็กน้อย
แล้วลองนำความรู้สึกมาเปรียบเทียบกันว่า ไซส์ไหนที่ใส่แล้วรู้สึกกระชับและสบายมากที่สุด ย้ำว่ากระชับ
ไม่ใช่คับเล็กน้อย เพราะใส่ๆ ไป อาจจะรู้สึกปวดขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมปัจจัยใน 3 ข้อด้านบนด้วย
ปิดท้ายกันที่ ลองใส่รองเท้าทั้ง 2 ข้างแล้วเดิน ต่อให้คุณลองใส่แล้วมันกระชับพอดีแค่ไหนก็ตาม
แต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะการันตีได้ว่ารองเท้าคู่นั้นเหมาะสมกับคุณอย่างแท้จริงจนกว่าคุณจะได้ลองสวมแล้วเดิน
เพราะการเดินจะบอกคุณได้ว่า เท้ากับรองเท้าเสียดสีกันหรือไม่
พื้นรองเท้านุ่มและเหมาะสมที่จะรองรับการถ่ายเทน้ำหนักตามลักษณะการเดินของคุณได้ดีหรือเปล่า และที่สำคัญคือ
มันจะบอกคุณได้ว่า มีส่วนไหนของฝ่าเท้าคุณที่ถูกบีบรัดเมื่อในระหว่างที่คุณเดินหรือไม่…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยจักรี

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมาโดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยจักรี ชุดประเภทที่ 5จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยจักรี
ชุดไทยจักรี ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419ถือเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่ห้า
สำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้
ลักษณะของชุดไทยจักรี เป็นชุดไทยแบบห่มสไบท่อนบนห่มสไบชายเดียวปักดิ้นทอง เปิดบ่าข้างหนึ่ง
ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ
จะเย็บติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือมีสไบห่มต่างหากก็ได้
ชายสไบคลุมทิ้งชายด้านหลังยาวตามความเหมาะสม
ซิ่นตัดแบบหน้านาง มีจีบยกข้างหน้า มีชายพก
ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว คาดเข็มขัดไทยนอกจากนี้ ชุดไทยจักรี
ยังสามารถสวมใส่เครื่องประดับได้ตามสมควร อาทิเช่น ต่างหู
สร้อยคอ รัดแขน หรือ สร้อยข้อมือ
โดยแม้จะสามารถใช้ทั้งงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็
ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ในงานตอนค่ำ เช่น งานแต่งงาน หรือ
ราตรีสโมสร ที่ไม่เป็นทางการ
สรุปคือ ชุดไทยจักรี
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางก
ารในช่วงค่ำ ใช้ทั้งสไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้า ผ่าหลัง,
คอเสื้อเป็นแบบคอกลม, แขนเสื้อเป็นไม่มีแขน,
ลักษณะผ้าถุงคือมีหน้านาง และชายพก…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยบรมพิมาน

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
จึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาคไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมาโดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยบรมพิมานชุดประเภทที่ 4 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยบรมพิมาน
ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมานเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่สี่
สำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ อาทิเช่นงานอุทยานสโมสร
งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ หรือเป็นชุดเจ้าสาว
ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยบรมพิมาน
จะตัดเย็บด้วยผ้ายกไหม หรือยกทองมีเชิง หรือยกทองทั้งตัวก็ได้
ตัดติดกันกับตัวเสื้อหรือเป็นเสื้อคนละท่อนก็ได้
ซิ่นจีบหน้ามีชายพกยาวจรดข้อเท้า ใช้เข็มขัดไทยคาดเสื้อคอกลม
ขอบตั้ง ผ่าด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ และแขนยาวนอกจากนี้ ชุดไทยบรมพิมาน
ยังสามารถประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
สำหรับเข้าร่วมงานพิธีอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำได้
ลักษระที่ใช้ในการสวมใส่อาจใกล้เคียงกับ ชุดไทยอมรินทร์ที่ใช้ได้ทั้งเต็มยศหรือครึ่งยศ
เพียงแต่ดูมีความเป็นไทยแท้และสวยงามมากกว่า
สรุปคือ ชุดไทยบรมพิมาน
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ ไม่สวมใส่
สไบ แต่สวมเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหลัง, คอเสื้อกลม
ขอบตั้ง, แขนเสื้อเป็นแขนยาว และ ลักษณะผ้าถุง
เป็นแบบมีหน้านาง และชายพก…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยอมรินทร์

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะ
ประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมา โดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยอมรินทร์
ชุดประเภทที่ 3 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยอมรินทร์
ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย
เป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่สามสำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ อาทิเช่น
งานเลี้ยงรับรองรับเสด็จ หรือ ไปชมละคร
โดยมีแบบเหมือนไทยจิตรลดา
ต่างกันที่ใช้ผ้าและเครื่องประดับหรูหรากว่า ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยอมรินทร์
จะตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว
เสื้อเป็นคอตั้ง แขนยาว เสื้อกับซิ่นคนละท่อน ไม่ใช้เข็มขัด
แต่จะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มองแล้วจะเป็นแบบกึ่งเต็มยศคือไม่เต็มยศเสียทีเดียว
นั่นทำให้ ชุดไทยอมรินทร์ถือเป็นชุดที่อนุโลมให้ผู้ที่เข้าร่วมงานพิธีในตอนค่ำ
แต่ไม่ต้องการคาดเข็มขัด สามารถสวมใส่ได้ง่ายส่วนผู้มีอายุจะใช้คอกลมกว้างๆ ไม่มีขอบตั้ง
รวมถึงแขนสามส่วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับที่จะใช้ให้เหมาะสมกับงาน
สรุปคือ ชุดไทยอมรินทร์
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ ไม่สวมใส่
สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหน้าและติดกระดุม,
คอเสื้อกลม ไม่มีขอบ, แขนเสื้อเป็นแขนยาวหรือแขนสามส่วน และ
ลักษณะผ้าถุง คือ ไหม หรือ ซิ่นป้ายหน้า นั่นเอง…

แต่งตัวไปงานอย่างไรดี

หลายคนอาจจะเป็นบ่อย กับปัญหาที่ว่าจะแต่งตัวไปงานอย่างไรดีให้ดูดี และไม่แย่งซีนเจ้าของงาน
บางคนการเลือกชุดนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งถ้าชุดที่ชอบมากๆ แต่กลับมีปัญหาคือใส่ไม่ได้ หรือไม่เหมาะสมกับรูปร่าง
ยิ่งทำให้ขาดความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ตามการจะแต่งตัวไปงานไหนๆ สิ่งทีต้องคำนึงคือ
สถานที่และความเหมาะสมของงานจึงจะถือว่าแต่งตัวได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
บทความนี้จึงมาพูดถึงสิ่งที่ต้องคำนึงหากคุนต้องแต่งตัวเพื่อไปงานหรือโอกาสสำคัญต่างๆ เคล็ดลับไม่ยากเลย

1.งานแต่งงาน
โปรดรู้ไว้ว่าวันนี้เจ้าสาวต้องสวยที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าแต่งตัวเกินหน้าเกินตาเจ้าสาวล่ะ สำหรับเพื่อน
ถ้ามีชุดเพื่อนเจ้าสาวให้ก็สบายไปเยอะ และควรเอาชุดไปเปลี่ยนด้วย สำหรับงานปาร์ตี้กลางคืน
แต่สำหรับแขกในงานการแต่งตัวไปงานแต่งแต่ละงานก็แตกต่างกัน เช่นงานกลางวันแบบไม่เป็นทางการ
ควรใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงสั้น หรืองานกลางคืนแบบไม่เป็นทางการ ควรใส่ชุดเดรสค็อกเทล
หรือชุดเดรสสั้นแบบเรียบแต่หรู งานกลางวันแบบทางการ สามารถใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงได้ แต่ควรเรียบขึ้น
สิ่งต้องห้ามเลยคือห้ามใส่สีขาวเป็นอันขาด เพราะเป็นสีสำหรับเจ้าสาวเท่านั้น และไม่ควรใส่สีดำ
เพราะไม่เหมาะสมกับงานมงคล และไม่ต้องกังวล ถ้าบังเอิญใส่ชุดสีเดียวกับเพื่อนเจ้าสาวหรือแม่เจ้าสาว
เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าได้เลยว่าใครจะใส่ชุดอะไรมา ควรใส่ชุดที่ออกแนวเรียบร้อยหน่อย
ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เซ็กซี่เกินไป และควรดูบัตรเชิญด้วยเพราะทางเจ้าสาวอาจจะมีตรีมชุด หรือตรีมงาน

2.งานเลี้ยงพบเพื่อน
งานพบปะเพื่อนฝูงคงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก แค่หาชุดให้ได้ธีมของงานก็เป็นพอ
แต่สำหรับงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีธีมก็ควรดูที่สถานที่เป็นหลัก จากนั้นก็ดูว่าเป็นงานตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน
และระดับความหรูหราของสถานที่นั้นๆ เสื้อผ้าที่ใส่ควรเป็นชุดลำลอง
อาจเป็นเดรสสั้นผ้าบางเบาใส่คู่กับรองเท้าส้นสูงแบบที่สีเข้ากันกับชุด อาจจะเพิ่มเครื่องประดับ เช่น
สร้อยคอหรือกำไลข้อมือ และควรหาเวลาไปบำรุงผิวพรรณและชอปปิ้ง หาชุดที่ถูกใจเตรียมไว้ก่อน
และหากเจอเพื่อนที่ใส่ชุดมาเหมือนกันหรือคล้ายกันก็ไม่ต้องซีเรียสมาก

3.งานทำบุญ
หากพูดถึงงานทำบุญแล้ว แน่นอนว่าควรจะแต่งกายให้เรียบร้อยเข้าไว้จะดีที่สุด
และดูว่างานที่ไปนั้นเป็นงานบุญประเภทไหน เช่นงานบวช งานทำบุญบ้าน งานขึ้นบ้านใหม่
ชุดก็อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อย รวมถึงดูความสำคัญของตัวเราเป้นหลักว่าเราสนิทกับเจ้าของมากน้อยเพียงใด
สีที่ใส่ควรเป็นสีเรียบๆ โทนอ่อน เช่นสีขาว ครีม ไม่ควรใส่สีที่ฉูดฉาดและโชว์สัดส่วนมากจนเกินไป
เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าในงานบุยนั้นจะต้องมีพระอยู่ในงาน รวมทั้งแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานอีกด้วย…

เทคนิคการแต่งตัวให้ดูแพง

1.แต่งตัวเรียบง่ายแบบลุค คุณหนูบอยๆ ด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
และควรเลือโทนสีอ่อนๆเข้าไว้ แนะนำเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพหน่อย
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป็นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป็นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.แต่งโทนดำขาวเข้าไว้
หากไม่มีเสื้อผ้าจริงๆ ควรเลือกแมทชุดสีโทนดำขาวเข้าไว้ หรืออาจจะเลือกเสื้อผ้าที่คลุมโทน
จะทำให้คุณดูเรียบหนูและโก้ขึ้นมาทันที…