ฝันให้ไกลไปให้ถึง!3ขั้นตอนสู่นักออกแบบแฟชั่น

“นักออกแบบ” เป็นกลุ่มอาชีพที่หลายคนคิดว่าเป็นได้ยาก หลายคนคิดว่าทำไม่ได้แน่นอน
ต้องเป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์เท่านั้นที่สามารถทำได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย
ความเป็นจริงใคร ๆ ก็สามารถเป็นนักออกแบบได้ ทุกคนมีพรสวรรค์ที่ติดตัวตั้งแต่เกิด
เพียงแต่เราอาจจะยังไม่ค้นพบวิธีการนำพรสวรรค์เหล่านั้นมาใช้ให้ถูกวิธีเท่านั้นเอง
บางคนค้นพบตัวเองว่าอยากให้โลกนี้มีสินค้าที่เราออกแบบเองตั้งแต่ยังเด็ก ยังเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยม
บางคนค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบเมื่อเรียนจบปริญญาตรี
ในขณะที่บางคนค้นพบว่าอยากเป็นนักออกแบบในวัยทำงาน เราต่างมีช่วงเวลาและเหตุผลในการเป็นนักออกแบบที่ต่างกัน
1.การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ
เราสามารถนำแรงบันดาลใจจากสิ่งต่าง ๆ ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันมาออกแบบเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์ตัวเอง
สิ่งสำคัญของการออกแบบคือการวาดหรือสเก็ตช์ภาพออกมาเพื่อเป็นต้นแบบของการทำเสื้อผ้า
เนื่องจากภาพสเก็ตช์นี้เองจะเป็นตัวบอกถึงลำดับขั้นในการทำต่อไป
เมื่อวาดแบบเสร็จแล้วจะเป็นขั้นตอนถัดไปคือการลงสี หรือเลือกสี ซึ่ง Fashion Design
แต่ละคนมีรูปแบบและการทำงานที่แตกต่างกันไป
แต่เป็นคอนเซ็ปต์คือการทำให้จินตนาการเห็นภาพมากขึ้นก่อนที่จะผลิตเสื้อผ้าออกมาจริง
2. การทำแพทเทิร์น
ปัจจุบันวิธีการทำแพทเทิร์นจะแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก
วิธีที่ 1: วาดแบบแพทเทิร์นลงในกระดาษทำแพทเทิร์น วิธีนี้เหมาะสำหรับนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นที่ชำนาญแล้ว
สามารถวัด และกำหนดขนาดของ องค์ประกอบแต่ละส่วนของเสื้อได้
วิธีที่ 2: ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการออกแบบแพทเทิร์นเสื้อผ้า
วิธีนี้เหมาะสำหรับนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญ เรื่องขนาดขององค์ประกอบแต่ละส่วนของเสื้อ
นักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นมือใหม่สามารถทำแพทเทอร์นเสื้อผ้าได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ 5
โปรแกรมยอดนิยมที่ใช้ในการการออกแบบแพทเทิร์นเสื้อผ้า อาทิ เช่น CAD PATTERN DESIGN, POLY
PATTERN DESIGN, FASHION DESIGN SOFTWARE, TEXPRO DESIGN CAD SYSTEM TEXTILE หรือ
LECTRA MODARIS PATTERN
3. การทดลองสวมใส่จริง (FITTING)
หากเราเคยตัดเสื้อผ้าในห้องเสื้อที่มีมาตรฐาน คงจะพอจำกันได้ว่า หลังจากการวัดตัวครั้งแรกไปซักระยะหนึ่ง
ทางร้านจะให้เข้าไปที่ร้านเพื่อทำการลองชุด ซึ่งชุดที่ให้ลองในครั้งแรกนี้จะเป็นชุดที่เย็บแบบชั่วคราว
เพื่อให้ช่างตัดเสื้อได้ดูผลงานแบบคร่าว ๆ และแก้ไขจุดที่ผิดพลาดได้ทันท่วงทีหลังจากการวัดไซส์ในครั้งแรก
เนื่องจากถ้าหากตัดเย็บจริงไปแล้ว เกิดความผิดพลาดขึ้น อาจจะต้องเริ่มต้นใหม่หมดขั้นตอน ทำให้ขั้นตอน FITTINGนี้ขึ้น…

“เมื่อเข้าสู่…ฤดูฝน”

ยินดีต้อนรับสู่เดือนกรกฏาคม และเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการนะคะทุกคน
เป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะห้ามสายฝนที่พร้อมจะเทลงมาทุกเมื่อ ตลอดเวลาโดยไม่บอกกล่าวกันเลย
บางครั้งนั้นก็ทำให้เสื้อผ้าหน้าผมของเราเปียกแฉะในพริบตาได้เลยทีเดียว
นอกจากเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์บนใบหน้าแล้วนั้น
สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจของเราอีกก็คือการที่รองเท้าคู่โปรดของเราเปรอะเปื้อน
หลายๆคนเลยรู้สึกไม่ชอบเจ้าฤดูฝนนี้ไปโดยปริยาย แต่อย่าเครียดหรือกังวลใจไปค่ะ
ฤดูฝนแบบนี้เราก็สามารถที่จะสวยท้าฝนกันได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
กับแฟชั่นหน้าฝนที่มีไอเท็มต่างๆเรียงรายมาให้ทุกท่านได้เลือกกัน
1. เสื้อกันฝนตัวสวย ใส่แล้วน่ารัก
ปัจจุบันมีเสื้อกันฝนมากมายที่ถูกผลิตออกมาขายตามท้องตลาด
เสื้อกันฝนทุกวันนี้พัฒนาขึ้นเยอะมากค่ะ สีสันลวดลายน่ารักสดใส น้ำหนักเบา
พกพาสะดวก จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีแต่เสื้อกันฝนแบบยางหนาๆ เชยๆ เทอะทะอีกต่อไปแล้ว
2. สิ่งที่ควรมีต่อมาในช่วงหน้าฝน คือร่มกันฝนหลากหลายลวดลาย
นาทีนี้ใครไม่มีคงไม่ได้แล้ว ร่มสารพัดประโยชน์
นอกจากกันแดดกันฝนให้เราได้แล้ว
ยังใช้ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมสวยๆประกอบการถ่ายภาพได้อีกด้วยค่ะ
3. รองเท้ายางสุดคิ้วท์ นอกจากสวมใส่สบาย
เดินไปไหนมาไหนสะดวกแล้วรองเท้ายางนี้ยังไม่กลัวน้ำอีกด้วย
รองเท้ายางถูกออกแบบมาให้ใส่ลุยน้ำได้ ไม่อับชื้น ไม่เฉอะแฉะอับเท้า แห้งไว
เจ้าของแบรนด์หลายๆคนก็ออกแบบมาได้น่ารัก ดูดี ใส่แล้วไม่ดูน่าเกลียด ดังนั้น
จงมั่นใจค่ะ เวลาที่เราเดินลุยน้ำ ไม่ต้องห่วงว่ารองเท้าคู่โปรดนั้นจะพัง
4. เครื่องสำอางกันน้ำเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ควรเลือกใช้
จริงๆไม่ใช่แค่เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น
แต่สำหรับผู้คนเมืองร้อนอย่างบ้านเราเครื่องสำอางค์กันน้ำนั้นจำเป็นอย่างมาก
ในวันที่ฝนไม่ตกก็อาจจะช่วยกันเหงื่อหรือคราบน้ำตาได้
ช่วยปกป้องใบหน้าของเรา ทำให้รองพื้นไม่ลอก
มาสคาร่าไม่หลุดไหลเยิ้มจนกลายเป็นแพนด้าน้อย เครื่องสำอางกันน้ำนี่แหละ
ที่จะทำให้โลกได้เห็นว่า ผู้หญิงสวยได้ทุกเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนเปียก
ซึ่งทุกคนต้องดูเเลสภาพหน้าของเราให้ดีพร้อมที่จะสู้กับทุกฤดูกาลของเมืองไทย
เเละนี้คือสิ่งที่จำเป็นในฤดูฝนเเบบนี้สำหรับคุณผู้หญิงที่ควรมีติดตัวไว้เพื่อไว้สู้กับฝน
ที่จะไม่รู้มันจะตกตอนไหนเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา
เเละจะทำให้เราดูสวยขึ้นในทุกสถานการณ์ไม่ว่าฝนจะเทลงมาเเรงเเค่ไหนเราก็จะ
สู้ได้หากเรามีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีเพื่อให้เรานั้นดูดีอยู่เสมอเเละพร้อม
ที่จะออกไปเจอภัยธรรมชาติที่จะมาหาตัวเราผู้หญิงนั้นต้องสวยทุกฤดูกาลเพื่อจะ
ทำให้เราน่ามองเเละเป็นที่สนใจของคนรอบตัวเรา
หากใครสนใจไอเดียทีกล่าวไปก็ลองไปทำกันเลย…

ช่วยไม่ได้ของมันต้องมี 3 รองเท้าสุดฮิตที่คุณไม่ควรพลาดจับจองเป็นเจ้าของ

หมดไปเท่าไหร่แล้วกับคำว่าของมันต้องมีเชื่อว่าหลายคนคงเจอประสบการณ์เช่นนี้อย่างแน่นอน
เพราะคงเป็นเรื่องที่ยากเมื่อเราไปเจอรองเท้าที่ชอบแล้วจะอดใจซื้อได้เว้นเสียแต่ว่าตอนนั้นคุณไม่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเลยแม้แต่แดงเดียวล่ะก็นะ
แต่รองเท้าเหล่านี้มักมีมนสเน่ห์ดึงดูดผู้คนให้มาจังจองเป็นเจ้าของเสมอ และนี่คือ 3 รองเท้าต่างยี่ห้อที่ขึ้นชื่อของมันต้องมี จะเป็นคู่ใดยี่ห้อไหนบ้าง ติดตามได้ที่นี่
พูม่า คลาสสิค
เริ่มกันที่ตัวแรกกับพูม่า คลาสสิคที่ปัจจุบันยังคงมีคนิยมใส่กันอย่างแพร่หลาย
เพราะด้วยดีไซน์นั้นจัดว่าเหมาะอย่างยิ่งกับการใส่ไปเที่ยว ซึ่งเจ้าพูม่า
คลาสสิคนั้นที่สามารถครองใจคนรักรองเท้าได้นั่นคือมันถูกออกแบบมาให้ถนอมเท้าของคนใส่แบบสุดๆ
ซึ่งหลายคนมักเจอปัญหาเรื่องรองเท้ากัดบ้างเรื่องอับเกินไปบ้างจนบางทีอาจนำไปสู่อาการเท้าเป็นแผล
แต่พูม่า คลาสสิคนั้นตัดปัญหานั้นหมดไป โดยบริเวณขอบรอบๆเท้านั้นใช้เป็นวัสดุหนังนิ่ม
และมีความหนาทำให้สามารถป้องกันอาการเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสวมใส่ได้แถมยังมีความยืดหยุ่นสูง
ขณะที่ด้านนอกใช้เป็นหนังกลับทำให้ป้องกันน้ำหรือความชื้นที่จะเข้าตัวรองเท้าได้ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับด้านหน้า
ที่ใช่หนังกลับเช่นเดียวกันส่วนพื้นรองเท้ามีความหนากำลังดีทำให้แม้จะใส่เดินเป็นเวลานานๆก็ไม่รู้สึกเจ็บเท้า
และที่เป็นเอกลักษณ์คือมีโลโก้พูม่าติดอยู่ที่ด้านข้าง
โอนิสึกะ ไทเกอร์ เม็กซิโก
โอนิสึกะถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดฮิตสำหรับคนรักสนีกเกอร์
โดยแบรนด์นี้จะมีความแตกต่างจากรองเท้ายี่ห้ออื่นพอสมควรเพราะเป็นรองเท้าที่ถูกดีไซน์ไม่ให้มีความ
หนามากจนเกินไปที่อาจทำให้เกิดรู้สึกสวมใส่ไม่สบายเวลาเดิน และโอนิสึกะ ไทเกอร์ เม็กซิโก
รุ่นพิเศษที่ออกมานี้ก็มีคุณสมบัติเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อใช้หนังอย่างดีมาเป็นวัสดุหลักแถมลวดลาย
ยังมาในแบบคลาสสิคสไตล์โอนิสึกะอีกทั้งยังแฝงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพราะมันได้รับอิทธิพลไอเดียในการออก
แบบจากการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ที่ประเทศเม็กซิโกเมื่อปี 1966
จนสุดท้ายกลายมาเป็นรองเท้าโอนิสึกะ ไทเกอร์ เม็กซิโกที่ตีตลาดได้ถล่มทลาย
และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้
รีบ็อกซ์ คลาสสิค
เราอาจจะเห็นแบรนด์นี้เป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นกีฬา
แต่รีบ็อกซ์เองก็ยังได้รับความนิยมเรื่องของสนีกเกอร์ใส่เที่ยวเช่นเดียวกัน โดยรีบ็อกซ์ คลาสสิค
แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าคลาสสิคย่อมมีลวดลายแบบดั้งเดิม แต่ดูแล้วเท่ห์สุดๆยามสวมใส่
จริงๆแล้วรองเท้ารุ่นนี้ของรีบ็อกซ์ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในหมู่ผู้หญิงเพราะรูปทรงนั้นค่อนข้างออก
ไปทางผู้หญิงเสียมากกว่าที่พื้นถูกออกแบบมาให้หนาเป็นพิเศษ
ส่วนหนังที่นำมาใช้นั้นมีความนิ่มมากๆจึงทำให้มันได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง
แต่ในปัจจุบันต้องบอกว่าหายากอยู่เหมือนกันกับเจ้ารุ่นนี้…

กางเกงสแล็ค วิธีใส่ให้ดูดี กับ 5 ลุคที่ควรเลี่ยง

กางเกงสแล็ค ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำงาน
เพราะเป็นเป็นกางเกงทรงสุภาพที่จะช่วยให้การแต่งตัวของคุณมีลุคเท่ๆ
แต่ได้ความเนี้ยบ เรียบร้อยในคราวเดียวกัน ซึ่งนอกจากการใส่ไปทำงานแล้ว
กางเกงสแล็คยังเหมาะสำหรับการแต่งตัวไปงานทางการต่างๆ เช่น งานแต่งงาน
การสัมภาษณ์งาน หรืองานอื่นๆ ที่ต้องต้องแต่งตัวแบบสุภาพ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
กางเกงสแล็คคือกางเกงที่เหมาะสำหรับคุณผู้ชายที่ต้องมีติดตู้เอาไว้
กางเกงสแล็คอาจจะทำให้หลายๆ
คนมองว่าเป็นกางเกงที่ใส่ได้ง่ายจับคู่ได้กับเสื้อเชิ้ตได้แบบสบายๆ แต่อย่างไรก็ตาม
ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่คุณไม่ควรทำเมื่อต้องใส่กางเกงสแล็ค
วันนี้เราจะมาดูกันบ้างว่ามีสิ่งไหนที่คุณไม่ควรทำ
1. แต่งตัวด้วยโทนสีที่ไม่เข้ากัน
สำหรับบางคนที่ไม่ได้มีเสื้อหรือกางเกงมากมายนัก
การจะหยิบจับเสื้อผ้าที่ให้โทนสีแมทช์กันแบบพอดีๆ อาจจะเป็นเรื่องยากเล็กน้อย
ทางที่ดีการเลือกกางเกงสแล็คก็ควรเลือกสีเบสิคที่สุดอย่างสีดำหรือเทาเข้ม
เพื่อที่จะได้แมทช์ได้ง่ายๆ กับเสื้อเชิ้ตสีต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย
เพราะคงมีไม่บ่อยนักที่เราจะหยิบกางเกงสแล็คสีฟ้าหรือน้ำเงินมาจับคู่กับเสื้อเชิ้ตสีแดงหรือส้ม
เพื่อใส่ไปทำงาน แต่ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจับคู่แมทช์สีเสื้อกับกางอยู่แล้ว ก็อาจจะมองข้ามข้อนี้ไปได้เลย
2. ใส่สแล็คแบบยับๆ
กางเกงสแล็คไม่เหมือนกับกางเกงยีนส์ ดังนั้น
ลุคของกางเกงสแล็คที่ถูกต้องคือเป็นลุคเนี้ยบๆ
หากกางเกงของคุณเป็นแบบมีจีบก็ควรจะรีดมาเรียบเนี๊ยบ เห็นเส้นของรอยจีบชัดๆ
หรือหากไม่ใช้กางเกงที่มีจีบก็สามารถรีดให้เรียบเพื่อลดรอยยับต่างๆ ได้จะดีที่สุด
3. ใส่แบบพับขากางเกงขึ้น
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้วว่า กางเกงสแล็ค สิ่งสำคัญคือความเนี้ยบ ฉะนั้น
คุณไม่ควรที่จะพับมันขึ้นมา เพราะจะทำให้ความเนี้ยบดูดีหายไป
หากคุณชอบที่จะพับขากางเกงจริงๆ
แนะนำว่าให้เลือกใส่กางเกงชิโน่หรือกางเกงยีนส์แทน
ซึ่งวิธีเลือกกางเกงสแล็คเพื่อใส่ออกงาน
คุณสามารถที่จะใส่กางเกงสแล็คที่มีขาสูงขึ้นมาประมาณ 2-3 นิ้ว
เพื่อโชว์รองเท้าหนังแบบ Boat Shoe หรือสนีคเกอร์สีขาวคู่โปรดของคุณได้
4. ใส่คู่กับรองเท้าแตะ
ในเมื่อเป็นลุคเนี้ยบอยู่แล้ว
ย่อมไม่มีใครใส่กางเกงสแล็คกับรองเท้าแตะแล้วดูดีอย่างแน่นอน
เพราะความเท่ที่ต้องการจะไม่หลงเหลือเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม
หากต้องการใส่เพียงชั่วคราวเช่นไปซื้อของใกล้บ้าน หรือไม่ได้ออกงานที่ไหนก็พอจะเข้าใจได้
5. ใส่ร่วมกับเป้ หรือกระเป๋าคาดเอว
สองอย่างนี้ไม่ควรอยู่ร่วมกับชุดที่ต้องใส่กางเกงสแล็คสุดเนี๊ยบของคุณเด็ดขาด
เพราะมันเป็นของที่ไม่เข้าคู่กัน แถมยังทำให้ความเนี๊ยบของคุณลดลงไปมาก…

วินเทจ คืออะไร

วินเทจ (Vintage) คือ แฟชั่นแนวย้อนยุค หรือของเก่าที่เปรียบเสมือนการบ่มหมักไวน์ที่ยิ่งเก่ายิ่งเจ๋งยิ่งแพง
เป็นแนวแฟชั่นที่เรียกได้ว่ามีเพียงชิ้นเดียวเลยก็ว่าได้ ไม่ได้ทำหรือผลิตออกมาเป็นโหล
ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายทั่วไปตามร้านขายส่งต่างๆ และแม้ว่าคุณจะมีเงินมากมายเพียงใด
หากเป็นของวินเทจแล้วล่ะก็ไม่สามารถหาซื้อมาเก็บไว้ได้หลายๆ
อันซึ่งนี่เองที่เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของแฟชั่นที่เป็นวินเทจซึ่งไม่ซ้ำแบบใครสามารถนำมาใช้ประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นตัว
ของเราเองในแบบสวยไม่ซ้ำทำให้มีหลายคนเลยทีเดียวที่ชอบแฟชั่นแนวนี้
วินเทจสามารถเรียกได้ว่าเป็นแนวแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมาช้านานตั้งแต่อดีตเลยก็ว่าได้
ซึ่งของแนววินเทจนี้มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง, งานศิลปะ, รถยนต์ หรือเสื้อผ้า เป็นต้น
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสินค้าวินเทจจะต้องเป็นสินค้ามือสองเท่านั้น ซึ่งจริงๆ
แล้วของวินเทจไม่จำเป็นต้องเป็นของมือสองหรือผ่านการใช้งานมาแล้วเสมอไป
เพราะแม้ว่าจะเป็นของที่อยู่ในกล่องโดยไม่ได้มีการแกะออกมาเรียกว่ายังใหม่อยู่ แต่ผ่านระยะเวลามาถึง 20 – 30 ปี
ก็สามารถเป็นของแนววินเทจได้เช่นกัน
หลายคนที่ชอบสไตล์วินเทจเนื่องจากมีความสนุกกับการนำของวินเทจมาประยุกต์ใช้ให้ดูสวยงามและแปลกตาในแบบ
ที่ไม่ซ้ำใครอีกต่างหาก ทำให้สิ่งของนั้นมีคุณค่าในตัวเอง ประกอบออกมาแล้วสวยงามดูเข้ากันไม่ขัดตา
แม้ว่าจะเป็นของที่เก่าสไตล์วินเทจก็ตาม ทำให้หลายคนรู้สึกอยากเก็บสะสมไว้
นอกจากนี้ คนรักวินเทจต่างรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้มองของสไตล์วินเทจนี้
ซึ่งของแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาในการหามาประดับตกแต่งเพื่อให้เข้ากับการออกแบบ
จึงทำให้สิ่งของเหล่านี้ดูมีค่าและเสมือนการออกตามหาข้าวของไปเรื่อยๆ
หรือสไตล์การแต่งตัวที่ต้องนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้าคู่กันระหว่างเสื้อและกางเกงหรือกระโปรง
โดยควรเลือกการเข้าคู่ระหว่างเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้าสมัยปัจจุบัน เพราะนอกจากจะทำให้ดูเก๋มีสไตล์แล้ว
ยังดูไม่เชยและเข้ากับยุคสมัยอีกต่างหาก…

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนฤดูฝน

เพียงแค่ฝนตกลงที่หน้าต่างในตอนเช้า เพียงแค่ฝนตกลงในวันหยุดในบางคราว ท่อนเพลงสุดฮิตที่ทุกคนร้องได้
แม้ว่าในตอนนี้จะบอกได้ยากเย็นว่าประเทศไทยมันคือฤดูกาลอะไรกันแน่ เพราะว่าวันหนึ่งเราอาจจะเจอทั้ง แดด ลม ฝน และ
หนาว ครบในวันเดียว ในตอนนี้หลายพื้นที่เจอพายุฝนถล่ม เราก็คงจะบอกได้ว่า นี้คือหน้าฝน หรือถึงแม้ว่ามันจะไม่ไหว
อย่างน้อยก็เตรียมตัวกันเอาไว้ซักหน่อยดีไหม ว่าแล้วก็มาอัพเดทแฟชั่นในหน้าฝนกันเลยดีกว่า
ในปี 2018 นี้ ขอบอกเลยว่าเทรนด์แฟชั่นหน้าฝนแต่ละแบบสวยเริดทั้งนั้น
แถมยังนำมาปรับใช้กับสไตล์ของสาวไทยได้อีกด้วย ช่วงนี้ฤดูฝนก็ใกล้เข้ามาอยู่เต็มที นอกจากสาว ๆ
จะต้องเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และฟ้าฝนที่ตกลงมาบ่อย ๆ แล้ว ก็อย่าลืมมาอัปเดตเทรนด์แฟชั่นสวย ๆเก๋ ๆ รับหน้าฝนกันด้วย
ฝนโปรยปรายกันแล้ว สาวๆ ชาวมอควรเตรียมพร้อมรับฤดูฝนที่มาเยือน โดยอัพเดทไอเทมให้เหมาะกับฤดูฝน
ดังนั้นเราควรเลือกเสื้อผ้า ที่ใส่สบาย แห้งเร็ว และหากเสื้อผ้าทำจากผ้าไนลอน หรือผ้าโพลีเอสเตอร์ ก็ยิ่งดี
เพราะช่วยกันละอองฝนได้ ส่วนกระเป๋า หรือรองเท้าก็ควรจะเป็นหนัง พลาสติก หรือ ยาง ที่ช่วยป้องกันกันอับชื้นและเฉอะแฉะ
หลายคนอาจจะเคยเจอ พบเจอเหตุการณ์แบบนี้หรือไม่ แดดแรงยามเช้า อยู่ดีๆฝนก็ตกพรั่งพรูลงมาตอนกลางวันในขณะกำลังไปทานข้าว
หรือไปประชุมบางทีนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนในวันที่ฟ้าปลอดโปร่ง แต่พอกำลังจะกลับบ้าน ฝนดันตกลงมาซะอย่างงั้น
เชื่อได้ว่าทุกคนคงหัวเสียแน่นอน แต่ถ้าไม่อยากอารมณ์เสียให้เกิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
บางคนอาจอยากไม่เหมือนใครอยากจะพกหมวกคลุมอาบน้ำลายการ์ตูนก็ยังได้
ร่มหรือเสื้อกันฝนนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้เมื่อเราอยู่ในประเทศเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทยไอเทมสีสันสุดชิคนี้ถือได้เป็นแฟชั่นไอคอนได้เลยนะ
เดี๋ยวนี้หลายๆคนคึกนึกสนุกก็อยากจะเอาหมวกอาบน้ำลายการ์ตูนแสนรักหรือลายสัตว์เลี้ยงมากันผมเปียกก็ได้…

ประวัติ “Dr.Martens” รองเท้าหนังที่อยู่คู่แฟชั่นวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัย

ตำนาน Dr.Martens เริ่มต้นจากเมืองซีฮอปท์ซึ่งอยู่ใกล้นครมิวนิค
ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 1945 ขณะที่ ดอกเตอร์เคลาส์ มาตินส์ (Dr.Klaus Maertens)
ได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บที่เท้า ขณะเล่นสกี ณ เทือกเขาแอลพส์ (The Bavarian Alps)
ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยพยุง และรองรับน้ำหนักที่ต้องทิ้งผ่านมายังส้นเท้า ขณะที่เหยียบพื้น หรือขณะเดิน
เขาจึงออกแบบพื้นรองเท้าที่สามารถรับช่วงสรีระของเท้า
เสมือนเป็นเบาะที่อัดอากาศอยู่ด้านใน (Air Cushioned) โดยการใช้แผ่นยางเก่าๆ
มาประกบชิดกันระหว่างชั้นให้มีช่องดักอากาศอยู่ภายใน
ทำให้สวมใส่สบายทั้งยังเป็นการปฐมพยาบาลขั้นต้นสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บที่เท้าอีกด้วย
เขาได้โชว์ต้นแบบพื้นรองเท้าอันนี้ให้กับเพื่อนนักประดิษฐ์ นั่นคือ ดอกเตอร์
เฮอร์เบิร์ต ฟังค์(Dr.Herbert Funck) เพื่อพิจารณา ก่อนจะตัดสินใจร่วมกันพัฒนาและผลิตรองเท้าประเภทนี้ต่อไป
ต่อมาในปี 1959 ดอกเตอร์ เฮอร์เบิร์ต ฟังค์(Dr.Herbert Funck) และดอกเตอร์
เคลาส์ มาตินส์ (Dr.Klaus Maertens)ตัดสินใจที่จะหาบริษัทผู้ผลิต
และจัดจำหน่ายรองเท้าของพวกเขา พร้อมทั้งชื่อของ แบรนด์ว่า Dr.Martens ณ
จุดเริ่มต้น โรงงานหลายแห่งได้ปฏิเสธ แต่ในที่สุด กลุ่มบริษัท อาร์ กริกส์(The
R.Griggs Group)ตั้งอยู่ที่ ตำบล วอลลาสตัน(Wollaston) ประเทศอังกฤษ
ได้รับผลิตผลงานของพวกเขาโดยผลิตรองเท้าบู๊ท คู่แรก
ที่มีวิวัฒนาการฟื้นรองเท้าแบบ Air Cushioned
ในวันที่ 1 เมษายน 1960 นับเป็นวันถือกำเนิดของรองเท้าบู๊ท Dr.Martens 1460
และนับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของ Dr.Martens
และถือเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงความเป็นชาวสังคมอังกฤษด้วยรูปลักษณ์ง่ายๆ
บวกกับคุณภาพที่ทนทานต่อการใช้งานหนัก นับจากนั้นเป็นต้นมา รองเท้า
Dr.Martens ก็ได้มีการวิวัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ได้รับความนิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว นับจากสังคมกลุ่มคนทำงานหนัก
กลุ่มตำรวจ กลุ่มคนทำงานไปรษณีย์ และล่าสุด
ได้แพร่หลายสู่กลุ่มวัฒนธรรมของคนหนุ่ม-สาวที่มีเอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง
จวบจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลายาวนานกว่า 45 ปี ความสำเร็จดังกล่าวก็ไม่ได้หยุดยั้งอยู่กับที่ Dr.Martens
ทั้งในด้านการพัฒนารูปลักษณ์ผนวกกับนวัตกรรมใหม่ๆ
อย่างต่อเนื่องเพื่อผสานกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยได้นำเอาบู๊ทคู่แรก รุ่น1460 มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาและถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้สวมใส่
เพื่อแสดงออกถึงความเป็นอิสระ ความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นตัวเป็นตนของตนเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญของ รองเท้ายี่ห้อนี้เริ่มต้นในปี 1959 เมื่อ Dr. Klaus
Martensและ Dr. Herbert Funck ได้ร่วมพัฒนาและผลิตรองเท้า โดยยึดแบบพื้นรองเท้าที่
ดร.มาร์ตินส์ได้ออกแบบไว้หลังจากประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกี
พื้นรองเท้านี้สามารถรับช่วงสรีระของเท้า เสมือนเป็นเบาะที่อัดอากาศอยู่ด้านใน(Air Cushioned) โดยการใช้แผ่นยางเก่าๆ
มาประกบชิดกันระหว่างชั้นโดยให้มีอากาศอยู่ภายใน
เพื่อช่วยพยุงและรองรับน้ำหนักของเท้า ทำให้เกิดความรู้สึกนุ่มสบายเวลาเดิน
จนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน 1960 ซึ่งเป็นก้าวแรกของรองเท้าชื่อดังยี่ห้อนี้
เปิดประเดิมด้วยรุ่น Dr. Martens 1460
ขณะเดียวกันก็นับเป็นก้าวสำคัญในอังกฤษอีกด้วย
จากที่เมื่อก่อนกลุ่มเป้าหมายเป็นเพียงแค่ผู้มีปัญหาสุขภาพเท้าในเยอรมนี
ผู้ผลิตต่อยอดพุ่งตรงไปที่กลุ่มคนทำงานในอังกฤษที่มองหารองเท้าที่สวมใส่สบาย ราคาสมเหตุสมผลและคุณภาพดี
หลัง จากการแจ้งเกิดใน 1960 เพียงไม่กี่ปีต่อมารองเท้าดร.มาร์ตินส์ รุ่น 1460 ก็ขึ้นแท่นเป็นแฟชั่นสำคัญที่ขาดไม่ได้โดยเฉพาะในหมู่นักดนตรี
และจวบจนบัดนี้รองเท้ารุ่นดังกล่าวขายไปแล้วมากกว่า 100 ล้านคู่ ในดีไซน์และแพทเทิร์นที่แตกต่างกันไปถึง 250 แบบ ในปี 2002 มีการย้ายฐานการผลิต
รองเท้าดร.มาร์ตินส์ส่วนใหญ่เดินทางออกมาจากสายพานการผลิตของโรงงานในเอเชีย มีเพียง 50 คู่ที่ยังคงผลิตที่วอลลาสตัน ประเทศอังกฤษทุกๆวัน
โดยฝีมือของช่างทำรองเท้าประมาณ 10 คนด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่าความ นิยมในรองเท้ายี่ห้อนี้ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ยังคงต่อเนื่อง
เพราะทุกวันนี้ร้านรองเท้าดร. มาร์ตินส์ ในย่านแคมเดน ของกรุงลอนดอน
ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์นี้ที่แฟนๆทุกวัยจากทั่วโลกแวะมาเยี่ยมเยือน…

เทคนิคการแต่งตัวให้ดูดีสวยจรดปลายเท้า

1.เลือกโทนสีอ่อนหรือสีเบจ และเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.เสื้อใส่ในกางเกง
การใส่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตที่ใส่มันยาวเกินไป จะทำให้ดูอ้วนกว่าเดิม วิธีง่ายๆ
ที่จะแก้ปัญหานี้ก็คือเอาเสื้อใส่ในกางเกงเพราะจะทำให้เห็นช่วงตัวที่ชัดเจน ขึ้น
การปล่อยให้ชายเสื้อยาวปิดช่วงสะโพกลงมาจะทำให้เราดูมีช่วงตัวเป็นท่อนเดียว
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ แบรนเนม
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป้นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป้นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
10.กระชับสัดส่วนจากภายใน เลือกชุดชั้นในหรือบราให้กระชับ
เพราะชุดชั้นในที่พอดีตัวนั้นนอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจแล้ว ยังช่วยเก็บส่วนเกิน เช่น
เนื้อบริเวณสะโพกและทรวงอก ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าพอดีตัวให้ออกมาสวยได้
11.ใส่ส้นสูงเพื่อเพิ่มความยาวของขา การใส่ส้นสุงนอกจากจะช่วยเพิ่มความยาวของขาแล้ว
ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจอีกด้วย
12.อย่าปล่อยให้ขากางเกงจับกันเป็นก้อน กางเกงที่ซื้อมาแล้วขายาวเกินไปเอาไปตัด
การใส่ให้มันกองไว้ที่ปลายขามันจะทำให้ขาดูใหญ่ ตันและสั้นกว่าเดิม หรือพับเก็บซ่อนไว้ด้านในก็ได้
13.ถ้าพับขากางเกงขึ้น หรือสวมกางเกงขาสั้น อย่าใส่รองเท้าแตะที่มีเชือกพันถึงข้อเท้า
รวมไปถึงรองเท้าที่ใส่แล้วจะปิดช่วงข้อเท้าทั้งหลาย ของบอกว่าห้ามใส่ค่ะ เพราะมันทำให้ขาดูใหญ่ขึ้น และสั้นลง…

ทำความรู้จักกับ ไข่มุก

มุกเป็นเครื่องประดับที่สง่างามและคลาสสิคตลอดกาล  เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงของความมั่งมี เเละความมี
ระดับของบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน มุกเป็นอัญมณีที่ เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิต
และถือได้ว่าเป็นราชินีเเห่งอัญมณีโดยไม่สามารถหาอัญมณีอื่นใดมา ทดแทนได้
จุดกำเนิดของมุก
มุกกำเนิดจากตัวหอยมุกซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือมุกธรรมชาติเเละมุกเลี้ยง
1.มุก ธรรมชาติเป็นมุกที่เกิดขึ้นเองในหอยมุกที่พบในธรรมชาติ
แต่จากมลพิษต่างๆในปัจจุบันทำให้แหล่งหอยมุกตามธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบ ไม่มีเหลืออยู่เลย
มุกธรรมชาติจึงมีราคาที่สูงมาก มักซื้อขายในการสะสมมากกว่าการพาณิชย์
2.ส่วนมุกเลี้ยงถือเป็นร้อยละ 95 ของมุกที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดขณะนี้รวมถึงในร้านอนันทาด้วย
มุกเลี้ยงเป็นมุกที่เกิดในตัวหอยมุกที่ถูกเลี้ยงให้โตขึ้นในสภาพแวดล้อม เสมือนธรรมชาติโดยฝีมือมนุษย์
คุณสมบัติทั่วไปของมุกข่มุก
1.  ขนาดไข่มุก (Pearl Size)
เป็น สำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อไข่มุก เพราะหากคุณทราบว่าไข่มุกที่ต้องการมีขนาดเท่าใดก็จะทำให้การเลือกซื้อง่ายขี้น
เพราะขนาดมุกจะมีผลต่อเรื่องของราคา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่การออกแบบเครื่องประดับที่จะทำออกมาด้วยว่าเหมาะ
สมกับรูปร่างของไข่มุกที่เลือกใช้หรือไม่ เช่น ต้องการทำเข็มกลัดอาจเลือกไข่มุกที่เม็ดใหญ่ น้ำงาม
หรือการทำสร้อยคอควรคัดเลือกไข่มุกที่มีสีสม่ำเสมอและมีขนาดเท่ากันหรือไล่ขนาดกันไปตลอดเส้น
โดยทั่วไปขนาดมุกจะวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมุก ในหน่วย มิลลิเมตร
2.รูปทรงไข่มุก (Pearl Shape)
เนื่องจาก ไข่มุกเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ทำให้ไข่มุกสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปทรง โดยทรงกลม (Round Shape)
จะมีราคาแพงที่สุด เพราะหายากกว่ารูปทรงอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
3. สีของไข่มุก (Pearl Color)
สีของไข่มุกที่นิยมกันในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภทคือ บอดี้ คัลเลอร์(Body Colour) ซึ่งจะมีสีขาว สีครีม สีเหลือง
เป็นต้น และ โอเวอร์โทน(Overtone) จะมีสีเขียว สีชมพู สีส้ม สีเงิน สีฟ้า สีดำ
สีของไข่มุกจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิดของหอยมุกและน้ำที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ ซึ่งสีของไข่มุกนี้เอง
ที่ทำให้ไข่มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับโดยไม่มีการขัดหรือเจียระไนอย่างอัญมณีชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อคงความงดงามตามธรรมชาติ
4.  ความแวววาว
ไข่มุกที่ดีจะมีเนื้อมันวาวสดใส เปล่งประกายจากเนื้อใน ไร้ความหมองคล้ำ ประกายสม่ำเสมอทั้งเม็ด
ส่วนการเหลือบสี (Orient)
ของไข่มุกนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีถ้าไข่มุกมีชั้นความหนาของมุกมากดังจะเห็นได้จากเมื่อส่องแสงไฟแล้วจะมองเห็นเหลือบสีมากก็แสดงว่าเป็นไข่มุกที่ดี
ซึ่งความหนาของชั้นมุกนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง
ทำให้ไข่มุกที่มีชั้นหนามากก็จะมีความวาวมันมากตามไปด้วย
การดูแลรักษา
มุกต้องการการเก็บรักษา อย่างดี เเละวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการสวมใส่มุกบ่อยๆ
เพื่อให้น้ำมันจากร่างกายคอยหล่อเลี้ยงความวาวของมุก เเต่ควรระมัดระวังไม่ให้มุกเจอกับสารเคมีใดๆ เช่นน้ำหอม
เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำให้ความวาวของมุกหมดไป
โดยก่อนที่จะทำการเก็บเครื่องประดับมุกควรเช็ดด้วยผ้านุ่มๆเเละเก็บเเยกไว้
จากเครื่องประดับอื่นๆเพื่อป้องกันการขีดข่วน…

7 สนีกเกอร์ ระดับตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น

สนีกเกอร์ คือ รองเท้าสายกีฬา ที่ควบคู่กันไปกับแฟชั่นของวัยรุ่น
ที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น วันนี้มาดูกัน สนีกเกอร์
คู่ไหนบ้างที่ยังคงความคลาสสิก และเป็นตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น
1. Adidas Superstar
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1969 อัพเกรดมาจากรุ่น Pro Model
ซึ่งเป็นรองเท้าวอลเลย์บอล ตอนแรกๆ ทุกคนเรียกมันว่า Shell-toeเพราะหัวรองเท้ามีหน้าตาเหมือนเปลือกหอย
มันคือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่มีส่วนบนเป็นหนังทั้งหมดและฮิตในหมู่นักบาสเอ็นบีเอ ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในยุค 80s ด้วยวงฮิพฮอพรัน-ดี.เอ็ม.ซี.
2. Puma Clyde
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1973 วอลต์ ‘ไคลด์’ เฟรเซียร์ นักบาสเอ็นบีเอ
สวมเจ้าคู่นี้ทั้งในและนอกสนามแข่งจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
ก่อนที่เขาจะสั่งให้พูม่าผลิตรองเท้าด้วยหนังกลับเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว
3. Nike Air Force 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1982นี่คือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่ใช้เทคโนโลยี Nike Air
ซึ่งตั้งชื่อตามเครื่องบิน Air Force One ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากันว่ามีรองเท้า
Nike Air Force 1 ผลิตออกมาราว 2,000 แบบ กับ 1,700 สี และทำรายได้ประมาณ 800
เหรียญต่อปี ทุกวันนี้ยังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น นักบาสไปจนถึงศิลปินฮิพฮอพอย่างเนลลีและคานเย เวสต์
4. Adidas Stan Smith
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1971 เดิมทีสนีกเกอร์สุดฮิตรุ่นนี้จะถูกเรียกว่า Adidas Robert
Haillet ตามชื่อนักเทนนิสคนดังชาวฝรั่งเศส
แต่เขาดันประกาศแขวนแร็กเก็ตไปซะก่อน ชื่อของสแตน สมิธ
มือวางอันดับหนึ่งของโลกในตอนนั้นเลยเข้ามาเสียบแทน
บนลิ้นรองเท้ารุ่นนี้ในปีแรกๆ จึงมีภาพของสมิธ แต่เขียนชื่อ ‘Haillet’ ไว้ด้วย ในปี
1988 มันถูกบันทึกจากกินเนสส์ว่าเป็นรองเท้าที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 22ล้านคู่
5. Converse Chuck Taylor All Stars
เริ่มผลิตปี ค.ศ.1923เดิมทีได้รับการออกแบบให้เป็นรองเท้าสำหรับแข่งบาสเกตบอลโดยตั้งชื่อตามชาร์ลส์ ชัค เทย์เลอร์
นักบาสคนดังของทีม The Converse All Starsจากนั้นก็แพร่พันธุ์ไปอยู่ที่เท้าของร็อกเกอร์ กรันจ์ ฮิพฮอพ ไปจนถึงไมเคิล เจ.
ฟ็อกซ์ ในหนัง Back to the Future
6. Onitsuka Tiger Mexico 66
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1966 มันออกสู่สายตาชาวโลกจริงๆ คือในโอลิมปิกเกมส์ปี
1968 ที่เม็กซิโกซิตี้ ด้วยตัวรองเท้าสีขาวคาดแถบสีแดงและน้ำเงิน
แต่คนที่ทำให้มันดังยิ่งกว่าคือบรูซ ลี ที่สวมคู่สีเหลืองคาดดำในหนังเรื่อง Game of
Death แล้วอูมา เธอร์แมน ก็มาตบซ้ำอีกรอบใน Kill Billที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องแรกนั่นแหละ
7. Nike Air Jordan 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1985 ก่อนหน้าจะที่มีรุ่นนี้ คู่แข่งของมันคือ Puma Clyde
แต่ไนกี้แย่งชัยชนะมาได้ด้วยการใช้ไมเคิล จอร์แดน เป็นเอ็นดอร์สเมนต์
โดยเริ่มผลิตให้จอร์แดนใช้แข่งในสนามก่อนและค่อยผลิตขายจริง Air Jordan
ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของวงการสนีกเกอร์ที่จับโปรดักต์เฉพาะกลุ่มมาทำให้อยู่ในกระแสหลักได้…