6 อันดับรองเท้าสนีกเกอร์ยอดนิยมตลอดกาล ตอน 2

ครั้งก่อนเราพาคุณไปดู 3 รองเท้ายอดนิยมกันมาแล้วคราวนี้ไปดูสนีกเกอร์ยอดนิยมตลอดกาล 3
อันดับสุดท้ายกันบ้าง เชื่อได้ว่าบางรุ่นคุณอาจจะต้องอยากรีบออกไปหาซื้อมาเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน
จะมีตัวใดบ้างไปติดตามกันเลย
Nike Air Force 1
ถือเป็นรุ่นที่แปลกตาทีเดียวกับ Nike Air Force 1 ที่ถูกดีไซน์ออกมาเป็นแบบหุ้มข้อ
โดยรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ได่รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในเมืองไทย
และในต่างแดนจนถึงขั้นผลิตออกมาวางจำหน่ายกันไม่ทันเลยทีเดียว สำหรับ Nike Air Force 1
สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชาย
และผู้หญิงเพราะด้วยดีไซน์ของรองเท้าคู่นี้นั้นไม่ได้เอนไปทางใดทางหนึ่งที่บ่งบอกว่าจะเป็นชายหรือห
ญิง หากแต่เน้นความสวยงามและดูดีไม่เหมือนใครแถมยังเน้นไปที่ความสสิคอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีไนกี้แอร์
วึ่งเรียกได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ไนกี้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใส่เข้าไปทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแ
คล่ว และสบายเท้า
Converse All Star
หากการจัดอันดับสนีกเกอร์ยอดนิยมตลอดกาลไม่มีแบรนด์ดังอย่างคอนเวิด์สมาติดเป็นหนึ่งในนี้คงเป็นก
ารจัดอันดับที่กร่อยพอสมควร เพราะคงไม่มีสนีกเกอร์ยี่ห้อไหนที่จะมีเอกลักษณ์
และได้รับความนิยมเท่าแบรนด์นี้อีกแล้ว
โดยคอนเวิร์ดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องของการดีไซน์พื้นที่หนา
ส่วนวัสดึรอบๆรองเท้าก็เน้นที่จะใช้ผ้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นยังมีรูประบายอากาศทั้งสองข้างจนกลายเป็นรูปแบบที่บ่งบอกความเป็นคอนเวิร์
สได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับConverse All Star
ที่ถือเป็นเรือธงได้รับความนิยมมากที่สุดของแบรนด์ดังกล่างเลยก็ว่าได้เพราะมไว่าจะใส่กับอะไรหรือจะเ
พศชายเพศหญิงก็สามารถใส่ได้หมด และออกมาดูดีเสียด้วย
Vans Slip-On
ตัดมาดูอันดับสุดท้ายกับ VAns สุดยอดแบรนด์สนีกเกอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลก
โดยถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่วัยรุ่นให้ความนิยมเป็นอย่างมากเพราะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเช่นเดียว
กันกับการดีไซน์ให้พื้นมีความหนา และใช้ผ้าเป็นวัสดุหลัก แต่กับเจ้า Vans Slip-On
ถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และจนถึงปัจจุบันแม้จะวางจำหน่ายมานาน
แต่ก็ยังมีเหล่าเซเลปนิยมใส่เจ้ารุ่นนี้กันอยู่หลายคนเลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ จัสติน บีเบอร์ ก็ด้วย
ซึ่งเมื่อยิ่งเป็นดีไซน์แบบ Slip-On
ก็ทำให้การสวมใส่ง่ายขึ้นไม่ต้องยุ่งยากอยู่กับการผูกเชือกรองเท้าอีกต่างหาก…

ดูดีได้ ด้วยเทคนิคการแต่งกายแบบคูลๆ

1.ทรงผม เลือกทรงที่รับกับใบหน้าและบุคลิก อันนี้ต้องหาร้านเสริมสวยระดับกลาง
การคัดสรรจากช่างผมมืออาชีพและสถิติ รวมทั้งความเหมาะกับใบหน้า ที่มีช่างมืออาชีพตัดให้ แต่ไม่แพงมากนัก
แต่ต้องยอมลงทุนนิดหนึ่ง จากนั้นเข้าร้านเล็มทรง 3 เดือนครั้ง เพราะฝีกรรไกรที่ฝากไว้ที่ผมของเรา
ช่างอาชีพจะรู้เลยว่าฝีมือระดับไหน
2.การเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เพราะเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เป็นสิ่งที่เสริมบุคลิกภาพที่สุด ชุดของผู้หญิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอย่างไร
ต้องเลือกที่คัทติ้งดีๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่ถ้าให้ดีควรจะซื้อตอนลดราคา 50-80%
เพราะของตอนเซลล์จะมีดีเฟ็คเสียส่วนมาก ไม่แนะนำของจากสำเพ็งหรือแพลทตินั่ม
ถูกก็จริงแต่คุณภาพการเย็บก็ตามราคาค่ะ เช่น เสื้อสเวตเตอร์ตัวสั้น ใส่กับกระโปรง-กางเกงเอวสูงดีที่สุด
ส่วนสำหรับสเวตเตอร์ตัวยาว ไปกันได้ดีมากๆ กับช้อตท์แพนท์ เลกกิ้ง และกางเกงขาเดฟ
แต่ถ้าใครอยากใส่กระโปรงมากกว่า ก็สามารถใส่กระโปรงได้
3.การแต่งหน้า
แต่ต้องเลือกอย่างระวัง ให้เหมาะกับสภาพผิว และสีผิว เครื่องสำอางหลายอย่างราคาหลักร้อย
อย่างฮาดะลาโบ ฯลฯ ที่สำคัญซื้อใช้ทีละแบรนด์ฃอย่าใช้มั่ว เพราะหากแพ้ขึ้นมาจะได้รู้
ว่าเกิดจากตัวไหน
4.รองเท้า
เลือกรองเท้าที่ดีและมีคุณภาพหน่อย เพียงคู่เดียว แบบเรียบ สีดำหรือน้ำตาล
ใส่ได้ทุกโอกาส เอาแบบที่ใส่แล้วไม่กัด เดินได้ทน สบายฝ่าเท้า จะช่วยเสริมบุคลิกภาพ
และความมั่นใจให้กับเราอีกด้วย
5.เล็บมือเท้า
การจะสวยและดูดีนั้นเล็บก็เป็นสิ่งสำคัญ อาจจะทาแค่ตัวบำรุงหรือไม่ทาเลยส่วนเล็บเท้า
ถ้าใส่รองเท้าหน้าเปิดต้องทาเล็บเลือกแบบสีสุภาพ ถ้าเล็บลอกต้องรีบเช็ดออก อย่าปล่อยให้กระดำกระด่าง
ไม่ควรปล่อยปละละเลยจนเล็บดูไม่เป็นรูปทรง โดยควรตัดเล็บให้สั้นพอสมควรไม่ปล่อยยาวจนเกินไป
และควรตัดหนังแข็งๆ รอบๆ เล็บให้สะอาดบ้าง นอกจากนี้ ไม่ควรเข้าร้านทำเล็บบ่อยเกินไป
เพราะช่างมักจะมีการแคะซอกเล็บ หรือตัดจมูกเล็บออกบ่อยๆ จนผิวบริเวณซอกเล็บหรือจมูกเล็บเกิดความเสียหาย
แต่ก็ไม่ควรทาเล็บบ่อยและไม่ควรใช้น้ำยาล้างเล็บมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากบางครั้ง
ยาทาเล็บไม่มีคุณภาพ สารเคมีที่อยู่ในยาทาเล็บจะเข้าไปทำลายเนื้อเล็บจนทำให้เล็บเหลืองไม่สดใส
ส่วนน้ำยาล้างเล็บก็จะทำให้เล็บแห้ง แตก หักง่าย
6.บุคลิกภาพที่ดูดี
การมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมทำให้เราดูดีอยู่เสมอ เช่น นั่ง เดินหลังตรง ไม่เดินเร็วไป ช้าไป แกว่งแขนให้ได้องศาพอดีๆ
ฯลฯ ก้จะช่วยทำให้เราดูดีขึ้นอีกมากทีเดียว…

เทคนิคการเลือกเครื่องประดับ

อัญมณีนั้นมีหลากหลายมาก แต่เมื่อพูดถึงพลอยแล้ว แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน แต่กลับมีหลายเฉดสี อย่างแซฟไฟร์-
Sapphire ไม่เพียงจะมีแต่สีน้ำเงิน คนไทยเรียกไพลิน-Blue Sapphire แต่ยังพบว่ามีสีเหลือง คนไทยเรียก
บุษราคัม-Yellow Sapphire และสีชมพู – แดง เรียก ทับทิม-Ruby ยังมี ลักษณะพิเศษอื่น
ที่พบในพลอยชนิดเดียวกัน นอกจากสีที่พบเกือบทุกเฉดสี ทำให้อัญมณีเลอค่าอย่าง  “พลอย”
รวมถึงชอบในความหมายดีๆ ความเป็นมงคลที่แฝงอยู่ในอัญมณีชนิดนี้  แต่บางครั้งก็เป็นการยาก
สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์พอที่จะแยกแยะได้ว่า พลอยเม็ดไหนคือ พลอยแท้ หรือ
พลอยปลอม บทความนี้จึงมาบอกเทคนิคการเลือกวื้อพลอยที่ถูกต้อง
การแยกพลอยตามสี
สีขาว เรียกกันว่า White Sapphire ค่ะ เป็นคอรันดัมบริสุทธิ์ ไม่มีธาตุอื่นๆเจือปน
สีน้ำเงิน เรารู้จักกันในนาม ไพลิน หรือ นิลกาฬ(Blue Sapphire)
สีแดง เรารู้จักกันในนาม ทับทิม (Ruby)
สีเหลือง เราเรียกกันว่า บุษราคัม (Yellow Sapphire)
สีเขียว เรียกว่า เขียวส่อง (Green Sapphire)
และยังมีปรากฎการณ์อีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Star Sapphire หรือมีรูปดาวปรากฎอยู่บนพลอย
1.สี-ควรเลือกซื้อพลอยที่มีสีเข้มสดใส เช่น ทับทิม ควรมีสีแดงสดไม่อมดำ หรืออมม่วง
ไพลินควรมีสีน้ำเงินสดไม่อมดำ หรืออมเขียว มรกตควรมีสีเขียวเข้มสด
2.น้ำ-ควรมีลักษณะเป็นมันวาว และฉ่ำเหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน
เนื้อพลอยไม่แห้งเหมือนเอาก้อนพลาสติกมาเจียระไน
3.สะอาด-ควรเลือกพลอยที่มีเนื้อใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ไม่มีตำหนิ หรือรอยแตกอยู่ภายในเนื้อ เพราะรอยแตก
หรือรอยต่าง ๆ จะทำให้ประกายของพลอยเม็ดนั้นลดความประกายลง
4.ไฟ-คือแสงสะท้อนที่มาจากพลอย ให้สังเกตดูว่ามีประกายมากน้อยเพียงใด เมื่อนำมาส่องกับไฟ
ซึ่งถ้ามีประกายดีจับตาก็แสดงว่าพลอยนั้นมีคุณภาพดี
5.รูปร่าง-พลอยที่ทำการเจียระไนแล้ว อาจมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป เช่น รูปหัวใจ รูปหยดน้ำ รูปทรงกลม
รูปไข่ รูปมาคีส์ รูปสี่เหลี่ยม หรือรูปทรงอื่น ๆ ตามลักษณะที่ได้ออกแบบไว้
ซึ่งพลอยจะต้องมีรูปร่างสัดส่วนกับความกว้างของหน้าพลอย ถ้าหน้าพลอยกว้างมากไป แต่ก้นพลอยบางเกินไป
จะทำให้ไฟดูไม่เป็นประกาย
6.น้ำหนัก-ควรเลือกซื้อพลอยที่มีน้ำหนัก 1 กะรัดขึ้นไป เพราะพลอยที่มีน้ำหนักมากกะรัต
จะย่อมมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะสำหรับนำไปให้ลูกหลาน หรือเพื่อนำไปขายต่อไป
7.ราคา-ควรเลือกซื้อร้านที่น่าเชื่อถือ หรือเป็นที่รู้จัก หรือที่คิดว่าเหมาะสม และไม่แพง
เพราะราคาของพลอยในแต่ละร้านย่อมไม่เท่ากัน ซึ่งร้านที่มีราคาถูกมาก พลอยอาจจะไม่ได้คุณภาพก็ได้
เพราะฉะนั้นจึงควรตัดสินใจให้ดีก่อนซื้อ…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยจักรี

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมาโดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยจักรี ชุดประเภทที่ 5จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยจักรี
ชุดไทยจักรี ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419ถือเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่ห้า
สำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้
ลักษณะของชุดไทยจักรี เป็นชุดไทยแบบห่มสไบท่อนบนห่มสไบชายเดียวปักดิ้นทอง เปิดบ่าข้างหนึ่ง
ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ
จะเย็บติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือมีสไบห่มต่างหากก็ได้
ชายสไบคลุมทิ้งชายด้านหลังยาวตามความเหมาะสม
ซิ่นตัดแบบหน้านาง มีจีบยกข้างหน้า มีชายพก
ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว คาดเข็มขัดไทยนอกจากนี้ ชุดไทยจักรี
ยังสามารถสวมใส่เครื่องประดับได้ตามสมควร อาทิเช่น ต่างหู
สร้อยคอ รัดแขน หรือ สร้อยข้อมือ
โดยแม้จะสามารถใช้ทั้งงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็
ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ในงานตอนค่ำ เช่น งานแต่งงาน หรือ
ราตรีสโมสร ที่ไม่เป็นทางการ
สรุปคือ ชุดไทยจักรี
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางก
ารในช่วงค่ำ ใช้ทั้งสไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้า ผ่าหลัง,
คอเสื้อเป็นแบบคอกลม, แขนเสื้อเป็นไม่มีแขน,
ลักษณะผ้าถุงคือมีหน้านาง และชายพก…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยบรมพิมาน

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
จึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาคไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมาโดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยบรมพิมานชุดประเภทที่ 4 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยบรมพิมาน
ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมานเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่สี่
สำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ อาทิเช่นงานอุทยานสโมสร
งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ หรือเป็นชุดเจ้าสาว
ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยบรมพิมาน
จะตัดเย็บด้วยผ้ายกไหม หรือยกทองมีเชิง หรือยกทองทั้งตัวก็ได้
ตัดติดกันกับตัวเสื้อหรือเป็นเสื้อคนละท่อนก็ได้
ซิ่นจีบหน้ามีชายพกยาวจรดข้อเท้า ใช้เข็มขัดไทยคาดเสื้อคอกลม
ขอบตั้ง ผ่าด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ และแขนยาวนอกจากนี้ ชุดไทยบรมพิมาน
ยังสามารถประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
สำหรับเข้าร่วมงานพิธีอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำได้
ลักษระที่ใช้ในการสวมใส่อาจใกล้เคียงกับ ชุดไทยอมรินทร์ที่ใช้ได้ทั้งเต็มยศหรือครึ่งยศ
เพียงแต่ดูมีความเป็นไทยแท้และสวยงามมากกว่า
สรุปคือ ชุดไทยบรมพิมาน
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ ไม่สวมใส่
สไบ แต่สวมเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหลัง, คอเสื้อกลม
ขอบตั้ง, แขนเสื้อเป็นแขนยาว และ ลักษณะผ้าถุง
เป็นแบบมีหน้านาง และชายพก…

เทคนิคการเลือก “กางเกงยีนส์” ให้เข้ากับ “หุ่น”

เชื่อได้เลยว่า กางเกงยีนส์ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มชิ้นโปรดที่สาว ๆ
ทุกคนล้วนมีอยู่ในตู้เสื้อผ้ากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นขาสั้น หรือ ขายาว
แต่คำถามก็คือ ยีนส์แบบไหนที่เหมาะกับตัวเราละ
ก่อนอื่นให้ลองสำรวจรูปร่างตัวเองก่อนว่าเป็นแบบไหน
แล้วค่อยมาตัดสินใจตอนที่อ่านบทความนี้จบ
รับรองได้เลยว่าสวยปังแน่นอน
1. หุ่นทรงตรง
สาวที่มีหุ่นตรงจะไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้งใด ๆ อยู่เลย
ทรงกางเกงที่ควรใส่ คือ กางเกงที่พอดีตัว หรือทรงที่ใหญ่กว่าตัวนิดหน่อย
เพื่อจะทำให้ไม่ดูผอมจนเกินไป และควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปมาก ๆ
2. หุ่นนาฬิกาทราย

สำหรับสาว ๆ ที่มีหุ่นนาฬิกาทรายสามารถใส่กางเกงยีนส์ได้ทุกทรง
ไม่ว่าจะเอวสูง เอวต่ำ หรือ สกินนี่ สามารถใส่ได้หมด
เพราะเป็นหุ่นที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจน เรียกง่าย ๆ ว่า หุ่นดี นั้นเอง
แนะนำว่าให้ใส่แบบเอวสูงที่พอดีตัว เพราะจะทำให้เราดูขายาวมากขึ้น
3. หุ่นแอปเปิ้ล
ลักษณะของสาวหุ่นแอปเปิ้ล คือ สาวที่มีพุงจนเอวหายไปแล้ว
ยีนส์ที่แนะนำให้ใส่คือกางเกงยีนส์เอวสูงทรงกระบอก
ส่วนกางเกงที่ควรหลีกเลี่ยงคือยีนส์ที่มีเอวต่ำที่ฟิตมาก ๆ
เพราะมันจะทำให้เราดูสะโพกใหญ่
4. หุ่นชมพู่
สาวหุ่นชมพู คือ สาวที่มีช่วงไหล่แคบ สะโพกผาย และ เอวคอด
ควรเลือกใส่กางเกงขาบาน เพื่อช่วยลดให้สะโพกดูเล็กลง
ซึ่งกางเกงที่สาวหุ่นชมพู่ควรหลีกเลี่ยง คือ กางเกงทรงสกินนี่
เพราะจะยิ่งเน้นให้สะโพกดูใหญ่ ทำให้ช่วงบนยิ่งดูแคบเข้าไปอีก
5. หุ่นแครอท
สาวหุ่นแครอต จะเป็นสาวที่ช่วงไหล่กว้าง เอวและสะโพกมีขนาดเล็ก
ทรงกางเกงที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ทรงสกินนี่ เพราะจะยิ่งทำให้ช่วงล่างดูเล็ก
ส่วนทรงกางเกงที่แนะนำให้ใส่คือ ทรงที่ขาบานเล็กน้อย ประเภท Boot
Cut เพราะขากาเกงจะช่วยพรางให้ร่างกายสมส่วนมากยิ่งขึ้น
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว ก็คงจะรู้แล้วว่าตัวเองมีหุ่นแบบไหน
อยากให้ลองนำไปปรับใช้กันดู รับรองว่าใส่แล้วสวยแน่นอน…

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยอมรินทร์

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยมเมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะ
ประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมา โดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยอมรินทร์
ชุดประเภทที่ 3 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยอมรินทร์
ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย
เป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่สามสำหรับใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ อาทิเช่น
งานเลี้ยงรับรองรับเสด็จ หรือ ไปชมละคร
โดยมีแบบเหมือนไทยจิตรลดา
ต่างกันที่ใช้ผ้าและเครื่องประดับหรูหรากว่า ส่วนรูปแบบการตัดเย็บ ชุดไทยอมรินทร์
จะตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว
เสื้อเป็นคอตั้ง แขนยาว เสื้อกับซิ่นคนละท่อน ไม่ใช้เข็มขัด
แต่จะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มองแล้วจะเป็นแบบกึ่งเต็มยศคือไม่เต็มยศเสียทีเดียว
นั่นทำให้ ชุดไทยอมรินทร์ถือเป็นชุดที่อนุโลมให้ผู้ที่เข้าร่วมงานพิธีในตอนค่ำ
แต่ไม่ต้องการคาดเข็มขัด สามารถสวมใส่ได้ง่ายส่วนผู้มีอายุจะใช้คอกลมกว้างๆ ไม่มีขอบตั้ง
รวมถึงแขนสามส่วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับที่จะใช้ให้เหมาะสมกับงาน
สรุปคือ ชุดไทยอมรินทร์
เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพิธีที่เป็นทางการในช่วงค่ำ ไม่สวมใส่
สไบและเข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหน้าและติดกระดุม,
คอเสื้อกลม ไม่มีขอบ, แขนเสื้อเป็นแขนยาวหรือแขนสามส่วน และ
ลักษณะผ้าถุง คือ ไหม หรือ ซิ่นป้ายหน้า นั่นเอง…

เครื่องสำอางยอดนิยม

มลภาวะและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำลายผิวเป็นอันดับต้นๆ
การดูแลผิวเช่นการล้างหน้าทำความสะอาดหน้าคงยังไม่พอ
แต่จะต้องมีการดูแลและบำรุงผิวเพื่อเป้นการช่วยปกป้องผิวอีกทางหนึ่งด้วย
บทความนี้จะมาแนะนำเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวที่ผุ้หญิงพลาดไม่ได้
Hatomugi Naturie Skin Conditioning Gel
สำหรับคนที่ผิวแห้ง เจอแดดทำร้าย และผิวที่มีสิวอีกด้วย
สารสกัดหลักๆมาจากลูกเดือยพร้อมสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว ปราศจากสารที่ทำให้ผิวระคายเคืองไม่มีสี
กลิ่นและแอลกอฮอล์

Lululun Precious Red
มาร์คหน้าสูตรใหม่ล่าสุดซึมซับเข้าสู่ผิวได้เร็วยิ่งขึ้นทำให้หน้าเด้งใส
สารสกัดหลักคือเมล็ดข้าวและวิตามินอีกหลายชนิด ปรับให้หน้ากระชับเนียนนุ่ม

LuLuLun cream mask
ครีมมาส์กหน้าแบบไม่ต้องล้างออก ได้รับการรับรองจากนิตยสารชื่อดังระดับท็อป
ถือเป็นมาสร์กที่มีความเข้มข้มของสารบำรุงสูง จึงทำให้ผิวหน้าฟื้นคืนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เหมาะสำหรับผิวแห้งกร้านขาดการบำรุง

เซรั่มรอบดวงตา Meishoku placenta Whitening eye cream
เซรั่มลดริ้วรอยรอบดวงตา ลดความหย่อนคล้อย จุดด่างดำ เนื้อครีมเข้มข้นด้วยส่วนผสมของรกแกะ คอลลาเจน
สารสกัดจากข้าวบาร์เลย์

SANA Nameraka Honpo Cleansing Foam
โฟมล้างหน้าเต้าหู้ ด้วยสารสกัดจากน้ำนมถั่วเหลืองที่เต็มไปด้วยสาร Phytoestrogen
ที่ช่วยฟื้นฟูผิวเสียให้กลายเป็นผิวสวย ที่สำคัณปราศจากสีและน้ำหอม

Kanebo Allie Extra UV Gel (mineral moist neo) SPF 50+ pa++++
ครีมกันแดดกันน้ำที่เป็นเบสเมคอัพได้ในตัวเดียวกัน และยังมีสารบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น พร้อมกันแดดไปในตัว
จุดเด่นคือกันน้ำขั้นเทพ

Shiseido Maquillage Dramatic Skin Sensor Base UV
เมคอัพแบบผสมกันแดดเนื้อลิควิดเกลี่ยง่าย ซึมเร็ว หน้าไม่หมองระหว่างวัน

Sugao air fit CC cream SPF23PA+++
cc cream เนื้อ powdery finish แห้งสบาย ปกปิดผิวหน้าที่ไม่สีไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนดูกว้าง
ใช้แล้วหน้าดูไบรท์มีออร่า ปกป้องแบบ 3 in 1 ทั้งรองพื้น เมคอัพเบส และกันแดด ใช้ได้ทุกผิวแม้แพ้ง่าย
เพราะไม่มีกลิ่น สี และแอลกอฮอลล์

Ettusais aqua foundation
รองพื้นเนื้อแป้งน้ำ ใช้ง่าย แห้งเร็ว เกลี่ยง่าย รู้สึกฉ่ำผิวหน้า ด้วยส่วนผสมของน้ำแร่และสารสกัดจากโรสแมรี่

Hada Labo Perfect gel
แบรนด์ที่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย เนื้อแบบเจลเบาๆเกลี่ยง่ายลื่นๆปราศจากสารที่ทำให้ เกิดการแพ้
ด้วยกรดไฮยาลูรอนถึง 3 ชนิด ที่ทำให้ผิวเนียนกระชับ รูขุมขมเล็กลง และหน้าเนียนเด้งๆ ใช้ตัวเดียวสวยแบบ 3 in1…

แต่งตัวไปงานอย่างไรดี

หลายคนอาจจะเป็นบ่อย กับปัญหาที่ว่าจะแต่งตัวไปงานอย่างไรดีให้ดูดี และไม่แย่งซีนเจ้าของงาน
บางคนการเลือกชุดนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งถ้าชุดที่ชอบมากๆ แต่กลับมีปัญหาคือใส่ไม่ได้ หรือไม่เหมาะสมกับรูปร่าง
ยิ่งทำให้ขาดความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ตามการจะแต่งตัวไปงานไหนๆ สิ่งทีต้องคำนึงคือ
สถานที่และความเหมาะสมของงานจึงจะถือว่าแต่งตัวได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
บทความนี้จึงมาพูดถึงสิ่งที่ต้องคำนึงหากคุนต้องแต่งตัวเพื่อไปงานหรือโอกาสสำคัญต่างๆ เคล็ดลับไม่ยากเลย

1.งานแต่งงาน
โปรดรู้ไว้ว่าวันนี้เจ้าสาวต้องสวยที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าแต่งตัวเกินหน้าเกินตาเจ้าสาวล่ะ สำหรับเพื่อน
ถ้ามีชุดเพื่อนเจ้าสาวให้ก็สบายไปเยอะ และควรเอาชุดไปเปลี่ยนด้วย สำหรับงานปาร์ตี้กลางคืน
แต่สำหรับแขกในงานการแต่งตัวไปงานแต่งแต่ละงานก็แตกต่างกัน เช่นงานกลางวันแบบไม่เป็นทางการ
ควรใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงสั้น หรืองานกลางคืนแบบไม่เป็นทางการ ควรใส่ชุดเดรสค็อกเทล
หรือชุดเดรสสั้นแบบเรียบแต่หรู งานกลางวันแบบทางการ สามารถใส่เดรสสั้น หรือกระโปรงได้ แต่ควรเรียบขึ้น
สิ่งต้องห้ามเลยคือห้ามใส่สีขาวเป็นอันขาด เพราะเป็นสีสำหรับเจ้าสาวเท่านั้น และไม่ควรใส่สีดำ
เพราะไม่เหมาะสมกับงานมงคล และไม่ต้องกังวล ถ้าบังเอิญใส่ชุดสีเดียวกับเพื่อนเจ้าสาวหรือแม่เจ้าสาว
เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าได้เลยว่าใครจะใส่ชุดอะไรมา ควรใส่ชุดที่ออกแนวเรียบร้อยหน่อย
ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เซ็กซี่เกินไป และควรดูบัตรเชิญด้วยเพราะทางเจ้าสาวอาจจะมีตรีมชุด หรือตรีมงาน

2.งานเลี้ยงพบเพื่อน
งานพบปะเพื่อนฝูงคงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก แค่หาชุดให้ได้ธีมของงานก็เป็นพอ
แต่สำหรับงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีธีมก็ควรดูที่สถานที่เป็นหลัก จากนั้นก็ดูว่าเป็นงานตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน
และระดับความหรูหราของสถานที่นั้นๆ เสื้อผ้าที่ใส่ควรเป็นชุดลำลอง
อาจเป็นเดรสสั้นผ้าบางเบาใส่คู่กับรองเท้าส้นสูงแบบที่สีเข้ากันกับชุด อาจจะเพิ่มเครื่องประดับ เช่น
สร้อยคอหรือกำไลข้อมือ และควรหาเวลาไปบำรุงผิวพรรณและชอปปิ้ง หาชุดที่ถูกใจเตรียมไว้ก่อน
และหากเจอเพื่อนที่ใส่ชุดมาเหมือนกันหรือคล้ายกันก็ไม่ต้องซีเรียสมาก

3.งานทำบุญ
หากพูดถึงงานทำบุญแล้ว แน่นอนว่าควรจะแต่งกายให้เรียบร้อยเข้าไว้จะดีที่สุด
และดูว่างานที่ไปนั้นเป็นงานบุญประเภทไหน เช่นงานบวช งานทำบุญบ้าน งานขึ้นบ้านใหม่
ชุดก็อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อย รวมถึงดูความสำคัญของตัวเราเป้นหลักว่าเราสนิทกับเจ้าของมากน้อยเพียงใด
สีที่ใส่ควรเป็นสีเรียบๆ โทนอ่อน เช่นสีขาว ครีม ไม่ควรใส่สีที่ฉูดฉาดและโชว์สัดส่วนมากจนเกินไป
เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าในงานบุยนั้นจะต้องมีพระอยู่ในงาน รวมทั้งแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานอีกด้วย…

เทคนิคการแต่งตัวให้ดูแพง

1.แต่งตัวเรียบง่ายแบบลุค คุณหนูบอยๆ ด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
และควรเลือโทนสีอ่อนๆเข้าไว้ แนะนำเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพหน่อย
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป็นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป็นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.แต่งโทนดำขาวเข้าไว้
หากไม่มีเสื้อผ้าจริงๆ ควรเลือกแมทชุดสีโทนดำขาวเข้าไว้ หรืออาจจะเลือกเสื้อผ้าที่คลุมโทน
จะทำให้คุณดูเรียบหนูและโก้ขึ้นมาทันที…