เบื้องลึกของหูฟังกับนักกีฬาระดับโลก

โดยช่วงแรก ถูกมองว่า คงเป็นเพราะต้องการฟังเพลงกล่อมเกลาจิตใจ ซึ่งก็ใช่
แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการเลือกใช้เฮดโฟน ทั้งที่จริงๆ หูฟังมีอยู่หลายแบบ เช่น
เอียร์บัด (หูฟังพลาสติกที่มักสวมฟองน้ำเพื่อสอดเข้ารูหู) อินเอียร์
(หูฟังที่มีจุกยางสอดเข้ารูหู) หรือ คลิป-ออน (คล้ายเฮดโฟนแต่เป็นแบบหนีบหู)
ซึ่งแต่ละแบบจะให้แนวเสียงต่างกันไป และแล้วแต่จะเลือกใช้งาน อย่างเช่น
เอียร์บัด จะให้เสียงเป็นธรรมชาติ และใส่สบายหู อินเอียร์ ให้เสียงทุ้มสะใจ
แต่อาจเจ็บหูบ้าง และปิดเสียงรบกวนรอบข้างจนสนิท ส่วน คลิป-ออน
ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติ แต่ก็อาจจะหลุดร่วงได้ง่าย

ขณะที่ เฮดโฟน คือ หูฟังแบบครอบหูที่ดีไซน์มาโดยเน้นเสียงอันดับแรก
ทั้งเรื่องความสมจริง และไพเราะ สังเกตได้เลยว่า
พวกทำงานด้านเสียงจะใช้หูฟังแบบนี้
แต่ในส่วนของนักฟุตบอลอาชีพที่ชอบใส่เฮดโฟนเวลาเดินทางเข้า-ออกสนามบิน
หรือขึ้น-ลงรถบัส มีสาเหตุที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ

1. ปิดกันเสียงรบกวนจากภายนอก ยิ่งเป็นทีมใหญ่
ยิ่งต้องเจอเสียงรบกวนมากมาย ทั้งจากแฟนบอลหรือผู้คนที่รอต้อนรับ
หรือแม้แต่…ก่นด่ารัว ก็มีในบางครั้ง การใช้เฮดโฟนแบบกั้นเสียงเข้าได้
จะทำให้ทุกอย่างในหัวดูเงียบสงบและจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน
โดยเฉพาะคนที่โดนกดดันเรื่องฟอร์มการเล่นหรือผลงานในสนามยิ่งต้องการสมาธิ
มากๆ

2. แสร้งขอความเป็นส่วนตัวนิดนึง ถ้าจะทำเป็นว่า กำลังฟังเพลงอยู่
ทั้งที่แค่ทำเหมือน… การใช้เฮดโฟน ก็สามารถช่วยได้
เพราะมีขนาดใหญ่จนรู้ได้เลย แต่ถ้าเป็นพวกเอียร์บัด,
อินเอียร์แล้วคนอาจมองไม่เห็น เลยจัดเป็นเฮดโฟนเลย แล้วทำท่ารีบเดิน
เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถกันพวกแฟนบอลมาจอแจ
หรือสื่อมวลชนที่จะเข้ามาหาได้บ้าง

3. โดนบังคับให้สวมใส่จากทีมงานนักฟุตบอลบางคนชอบฟังเพลง ด้วยเอียร์บัด
หรืออินเอียร์ ซึ่งทางทีมงานที่ดูแลด้านสุขภาพอาจมองว่า
เป็นอันตรายต่อโสตประสาท เพราะตัวถ่ายทอดเสียงอยู่ใกล้แก้วหูที่สุด
ซึ่งถ้ายิ่งชอบเปิดเสียงดัง
ก็อาจทำให้หูมีปัญหาได้และจะส่งผลต่อการรับฟังพวกคำสั่งจากโค้ชด้วย
เฮดโฟนเลยเป็นทางออกที่ดีสุด

4. เพื่อให้ดูมีความเป็นสตรีทแฟชั่น
มีนักฟุตบอลหลายคนที่แม้ว่าจะไม่ได้ชื่นชอบการฟังเพลงเท่าไหร่
แต่พวกเขากลับมองว่า หูฟังแบบเฮดโฟนนั้น ก็คือ ของประดับอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะกับยี่ห้อ Beats ที่ดูเข้ากับการแต่งตัวแนวสตรีทแฟชั่น
เพราะดีไซน์ออกมาดูสปอร์ตและเท่เหมาะกับผู้ชายสายกีฬา ซึ่งกับบางคน
ต้องบอกว่า ใส่เป็นพร็อพ

ทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใส่เฮดโฟน หรือหูฟัง
ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ฟังเพลงเท่านั้น แต่ช่วยอะไรต่อมิอะไรได้อีกหลายอย่าง จริงไหม?…

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนฤดูฝน

เพียงแค่ฝนตกลงที่หน้าต่างในตอนเช้า เพียงแค่ฝนตกลงในวันหยุดในบางคราว ท่อนเพลงสุดฮิตที่ทุกคนร้องได้
แม้ว่าในตอนนี้จะบอกได้ยากเย็นว่าประเทศไทยมันคือฤดูกาลอะไรกันแน่ เพราะว่าวันหนึ่งเราอาจจะเจอทั้ง แดด ลม ฝน และ
หนาว ครบในวันเดียว ในตอนนี้หลายพื้นที่เจอพายุฝนถล่ม เราก็คงจะบอกได้ว่า นี้คือหน้าฝน หรือถึงแม้ว่ามันจะไม่ไหว
อย่างน้อยก็เตรียมตัวกันเอาไว้ซักหน่อยดีไหม ว่าแล้วก็มาอัพเดทแฟชั่นในหน้าฝนกันเลยดีกว่า
ในปี 2018 นี้ ขอบอกเลยว่าเทรนด์แฟชั่นหน้าฝนแต่ละแบบสวยเริดทั้งนั้น
แถมยังนำมาปรับใช้กับสไตล์ของสาวไทยได้อีกด้วย ช่วงนี้ฤดูฝนก็ใกล้เข้ามาอยู่เต็มที นอกจากสาว ๆ
จะต้องเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และฟ้าฝนที่ตกลงมาบ่อย ๆ แล้ว ก็อย่าลืมมาอัปเดตเทรนด์แฟชั่นสวย ๆเก๋ ๆ รับหน้าฝนกันด้วย
ฝนโปรยปรายกันแล้ว สาวๆ ชาวมอควรเตรียมพร้อมรับฤดูฝนที่มาเยือน โดยอัพเดทไอเทมให้เหมาะกับฤดูฝน
ดังนั้นเราควรเลือกเสื้อผ้า ที่ใส่สบาย แห้งเร็ว และหากเสื้อผ้าทำจากผ้าไนลอน หรือผ้าโพลีเอสเตอร์ ก็ยิ่งดี
เพราะช่วยกันละอองฝนได้ ส่วนกระเป๋า หรือรองเท้าก็ควรจะเป็นหนัง พลาสติก หรือ ยาง ที่ช่วยป้องกันกันอับชื้นและเฉอะแฉะ
หลายคนอาจจะเคยเจอ พบเจอเหตุการณ์แบบนี้หรือไม่ แดดแรงยามเช้า อยู่ดีๆฝนก็ตกพรั่งพรูลงมาตอนกลางวันในขณะกำลังไปทานข้าว
หรือไปประชุมบางทีนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนในวันที่ฟ้าปลอดโปร่ง แต่พอกำลังจะกลับบ้าน ฝนดันตกลงมาซะอย่างงั้น
เชื่อได้ว่าทุกคนคงหัวเสียแน่นอน แต่ถ้าไม่อยากอารมณ์เสียให้เกิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
บางคนอาจอยากไม่เหมือนใครอยากจะพกหมวกคลุมอาบน้ำลายการ์ตูนก็ยังได้
ร่มหรือเสื้อกันฝนนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้เมื่อเราอยู่ในประเทศเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทยไอเทมสีสันสุดชิคนี้ถือได้เป็นแฟชั่นไอคอนได้เลยนะ
เดี๋ยวนี้หลายๆคนคึกนึกสนุกก็อยากจะเอาหมวกอาบน้ำลายการ์ตูนแสนรักหรือลายสัตว์เลี้ยงมากันผมเปียกก็ได้…

ประวัติ “Dr.Martens” รองเท้าหนังที่อยู่คู่แฟชั่นวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัย

ตำนาน Dr.Martens เริ่มต้นจากเมืองซีฮอปท์ซึ่งอยู่ใกล้นครมิวนิค
ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 1945 ขณะที่ ดอกเตอร์เคลาส์ มาตินส์ (Dr.Klaus Maertens)
ได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บที่เท้า ขณะเล่นสกี ณ เทือกเขาแอลพส์ (The Bavarian Alps)
ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยพยุง และรองรับน้ำหนักที่ต้องทิ้งผ่านมายังส้นเท้า ขณะที่เหยียบพื้น หรือขณะเดิน
เขาจึงออกแบบพื้นรองเท้าที่สามารถรับช่วงสรีระของเท้า
เสมือนเป็นเบาะที่อัดอากาศอยู่ด้านใน (Air Cushioned) โดยการใช้แผ่นยางเก่าๆ
มาประกบชิดกันระหว่างชั้นให้มีช่องดักอากาศอยู่ภายใน
ทำให้สวมใส่สบายทั้งยังเป็นการปฐมพยาบาลขั้นต้นสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บที่เท้าอีกด้วย
เขาได้โชว์ต้นแบบพื้นรองเท้าอันนี้ให้กับเพื่อนนักประดิษฐ์ นั่นคือ ดอกเตอร์
เฮอร์เบิร์ต ฟังค์(Dr.Herbert Funck) เพื่อพิจารณา ก่อนจะตัดสินใจร่วมกันพัฒนาและผลิตรองเท้าประเภทนี้ต่อไป
ต่อมาในปี 1959 ดอกเตอร์ เฮอร์เบิร์ต ฟังค์(Dr.Herbert Funck) และดอกเตอร์
เคลาส์ มาตินส์ (Dr.Klaus Maertens)ตัดสินใจที่จะหาบริษัทผู้ผลิต
และจัดจำหน่ายรองเท้าของพวกเขา พร้อมทั้งชื่อของ แบรนด์ว่า Dr.Martens ณ
จุดเริ่มต้น โรงงานหลายแห่งได้ปฏิเสธ แต่ในที่สุด กลุ่มบริษัท อาร์ กริกส์(The
R.Griggs Group)ตั้งอยู่ที่ ตำบล วอลลาสตัน(Wollaston) ประเทศอังกฤษ
ได้รับผลิตผลงานของพวกเขาโดยผลิตรองเท้าบู๊ท คู่แรก
ที่มีวิวัฒนาการฟื้นรองเท้าแบบ Air Cushioned
ในวันที่ 1 เมษายน 1960 นับเป็นวันถือกำเนิดของรองเท้าบู๊ท Dr.Martens 1460
และนับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของ Dr.Martens
และถือเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงความเป็นชาวสังคมอังกฤษด้วยรูปลักษณ์ง่ายๆ
บวกกับคุณภาพที่ทนทานต่อการใช้งานหนัก นับจากนั้นเป็นต้นมา รองเท้า
Dr.Martens ก็ได้มีการวิวัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ได้รับความนิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว นับจากสังคมกลุ่มคนทำงานหนัก
กลุ่มตำรวจ กลุ่มคนทำงานไปรษณีย์ และล่าสุด
ได้แพร่หลายสู่กลุ่มวัฒนธรรมของคนหนุ่ม-สาวที่มีเอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง
จวบจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลายาวนานกว่า 45 ปี ความสำเร็จดังกล่าวก็ไม่ได้หยุดยั้งอยู่กับที่ Dr.Martens
ทั้งในด้านการพัฒนารูปลักษณ์ผนวกกับนวัตกรรมใหม่ๆ
อย่างต่อเนื่องเพื่อผสานกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยได้นำเอาบู๊ทคู่แรก รุ่น1460 มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาและถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้สวมใส่
เพื่อแสดงออกถึงความเป็นอิสระ ความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นตัวเป็นตนของตนเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญของ รองเท้ายี่ห้อนี้เริ่มต้นในปี 1959 เมื่อ Dr. Klaus
Martensและ Dr. Herbert Funck ได้ร่วมพัฒนาและผลิตรองเท้า โดยยึดแบบพื้นรองเท้าที่
ดร.มาร์ตินส์ได้ออกแบบไว้หลังจากประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกี
พื้นรองเท้านี้สามารถรับช่วงสรีระของเท้า เสมือนเป็นเบาะที่อัดอากาศอยู่ด้านใน(Air Cushioned) โดยการใช้แผ่นยางเก่าๆ
มาประกบชิดกันระหว่างชั้นโดยให้มีอากาศอยู่ภายใน
เพื่อช่วยพยุงและรองรับน้ำหนักของเท้า ทำให้เกิดความรู้สึกนุ่มสบายเวลาเดิน
จนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน 1960 ซึ่งเป็นก้าวแรกของรองเท้าชื่อดังยี่ห้อนี้
เปิดประเดิมด้วยรุ่น Dr. Martens 1460
ขณะเดียวกันก็นับเป็นก้าวสำคัญในอังกฤษอีกด้วย
จากที่เมื่อก่อนกลุ่มเป้าหมายเป็นเพียงแค่ผู้มีปัญหาสุขภาพเท้าในเยอรมนี
ผู้ผลิตต่อยอดพุ่งตรงไปที่กลุ่มคนทำงานในอังกฤษที่มองหารองเท้าที่สวมใส่สบาย ราคาสมเหตุสมผลและคุณภาพดี
หลัง จากการแจ้งเกิดใน 1960 เพียงไม่กี่ปีต่อมารองเท้าดร.มาร์ตินส์ รุ่น 1460 ก็ขึ้นแท่นเป็นแฟชั่นสำคัญที่ขาดไม่ได้โดยเฉพาะในหมู่นักดนตรี
และจวบจนบัดนี้รองเท้ารุ่นดังกล่าวขายไปแล้วมากกว่า 100 ล้านคู่ ในดีไซน์และแพทเทิร์นที่แตกต่างกันไปถึง 250 แบบ ในปี 2002 มีการย้ายฐานการผลิต
รองเท้าดร.มาร์ตินส์ส่วนใหญ่เดินทางออกมาจากสายพานการผลิตของโรงงานในเอเชีย มีเพียง 50 คู่ที่ยังคงผลิตที่วอลลาสตัน ประเทศอังกฤษทุกๆวัน
โดยฝีมือของช่างทำรองเท้าประมาณ 10 คนด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่าความ นิยมในรองเท้ายี่ห้อนี้ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ยังคงต่อเนื่อง
เพราะทุกวันนี้ร้านรองเท้าดร. มาร์ตินส์ ในย่านแคมเดน ของกรุงลอนดอน
ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์นี้ที่แฟนๆทุกวัยจากทั่วโลกแวะมาเยี่ยมเยือน…

เทคนิคการแต่งตัวให้ดูดีสวยจรดปลายเท้า

1.เลือกโทนสีอ่อนหรือสีเบจ และเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
2.เสื้อใส่ในกางเกง
การใส่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตที่ใส่มันยาวเกินไป จะทำให้ดูอ้วนกว่าเดิม วิธีง่ายๆ
ที่จะแก้ปัญหานี้ก็คือเอาเสื้อใส่ในกางเกงเพราะจะทำให้เห็นช่วงตัวที่ชัดเจน ขึ้น
การปล่อยให้ชายเสื้อยาวปิดช่วงสะโพกลงมาจะทำให้เราดูมีช่วงตัวเป็นท่อนเดียว
3.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ แบรนเนม
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5.มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป้นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป้นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
6.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
7.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
8.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
9.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
10.กระชับสัดส่วนจากภายใน เลือกชุดชั้นในหรือบราให้กระชับ
เพราะชุดชั้นในที่พอดีตัวนั้นนอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจแล้ว ยังช่วยเก็บส่วนเกิน เช่น
เนื้อบริเวณสะโพกและทรวงอก ทำให้สวมใส่เสื้อผ้าพอดีตัวให้ออกมาสวยได้
11.ใส่ส้นสูงเพื่อเพิ่มความยาวของขา การใส่ส้นสุงนอกจากจะช่วยเพิ่มความยาวของขาแล้ว
ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจอีกด้วย
12.อย่าปล่อยให้ขากางเกงจับกันเป็นก้อน กางเกงที่ซื้อมาแล้วขายาวเกินไปเอาไปตัด
การใส่ให้มันกองไว้ที่ปลายขามันจะทำให้ขาดูใหญ่ ตันและสั้นกว่าเดิม หรือพับเก็บซ่อนไว้ด้านในก็ได้
13.ถ้าพับขากางเกงขึ้น หรือสวมกางเกงขาสั้น อย่าใส่รองเท้าแตะที่มีเชือกพันถึงข้อเท้า
รวมไปถึงรองเท้าที่ใส่แล้วจะปิดช่วงข้อเท้าทั้งหลาย ของบอกว่าห้ามใส่ค่ะ เพราะมันทำให้ขาดูใหญ่ขึ้น และสั้นลง…

ทำความรู้จักกับ ไข่มุก

มุกเป็นเครื่องประดับที่สง่างามและคลาสสิคตลอดกาล  เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงของความมั่งมี เเละความมี
ระดับของบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน มุกเป็นอัญมณีที่ เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิต
และถือได้ว่าเป็นราชินีเเห่งอัญมณีโดยไม่สามารถหาอัญมณีอื่นใดมา ทดแทนได้
จุดกำเนิดของมุก
มุกกำเนิดจากตัวหอยมุกซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือมุกธรรมชาติเเละมุกเลี้ยง
1.มุก ธรรมชาติเป็นมุกที่เกิดขึ้นเองในหอยมุกที่พบในธรรมชาติ
แต่จากมลพิษต่างๆในปัจจุบันทำให้แหล่งหอยมุกตามธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบ ไม่มีเหลืออยู่เลย
มุกธรรมชาติจึงมีราคาที่สูงมาก มักซื้อขายในการสะสมมากกว่าการพาณิชย์
2.ส่วนมุกเลี้ยงถือเป็นร้อยละ 95 ของมุกที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดขณะนี้รวมถึงในร้านอนันทาด้วย
มุกเลี้ยงเป็นมุกที่เกิดในตัวหอยมุกที่ถูกเลี้ยงให้โตขึ้นในสภาพแวดล้อม เสมือนธรรมชาติโดยฝีมือมนุษย์
คุณสมบัติทั่วไปของมุกข่มุก
1.  ขนาดไข่มุก (Pearl Size)
เป็น สำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อไข่มุก เพราะหากคุณทราบว่าไข่มุกที่ต้องการมีขนาดเท่าใดก็จะทำให้การเลือกซื้อง่ายขี้น
เพราะขนาดมุกจะมีผลต่อเรื่องของราคา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่การออกแบบเครื่องประดับที่จะทำออกมาด้วยว่าเหมาะ
สมกับรูปร่างของไข่มุกที่เลือกใช้หรือไม่ เช่น ต้องการทำเข็มกลัดอาจเลือกไข่มุกที่เม็ดใหญ่ น้ำงาม
หรือการทำสร้อยคอควรคัดเลือกไข่มุกที่มีสีสม่ำเสมอและมีขนาดเท่ากันหรือไล่ขนาดกันไปตลอดเส้น
โดยทั่วไปขนาดมุกจะวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมุก ในหน่วย มิลลิเมตร
2.รูปทรงไข่มุก (Pearl Shape)
เนื่องจาก ไข่มุกเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ทำให้ไข่มุกสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปทรง โดยทรงกลม (Round Shape)
จะมีราคาแพงที่สุด เพราะหายากกว่ารูปทรงอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
3. สีของไข่มุก (Pearl Color)
สีของไข่มุกที่นิยมกันในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภทคือ บอดี้ คัลเลอร์(Body Colour) ซึ่งจะมีสีขาว สีครีม สีเหลือง
เป็นต้น และ โอเวอร์โทน(Overtone) จะมีสีเขียว สีชมพู สีส้ม สีเงิน สีฟ้า สีดำ
สีของไข่มุกจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิดของหอยมุกและน้ำที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ ซึ่งสีของไข่มุกนี้เอง
ที่ทำให้ไข่มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับโดยไม่มีการขัดหรือเจียระไนอย่างอัญมณีชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อคงความงดงามตามธรรมชาติ
4.  ความแวววาว
ไข่มุกที่ดีจะมีเนื้อมันวาวสดใส เปล่งประกายจากเนื้อใน ไร้ความหมองคล้ำ ประกายสม่ำเสมอทั้งเม็ด
ส่วนการเหลือบสี (Orient)
ของไข่มุกนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีถ้าไข่มุกมีชั้นความหนาของมุกมากดังจะเห็นได้จากเมื่อส่องแสงไฟแล้วจะมองเห็นเหลือบสีมากก็แสดงว่าเป็นไข่มุกที่ดี
ซึ่งความหนาของชั้นมุกนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง
ทำให้ไข่มุกที่มีชั้นหนามากก็จะมีความวาวมันมากตามไปด้วย
การดูแลรักษา
มุกต้องการการเก็บรักษา อย่างดี เเละวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการสวมใส่มุกบ่อยๆ
เพื่อให้น้ำมันจากร่างกายคอยหล่อเลี้ยงความวาวของมุก เเต่ควรระมัดระวังไม่ให้มุกเจอกับสารเคมีใดๆ เช่นน้ำหอม
เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำให้ความวาวของมุกหมดไป
โดยก่อนที่จะทำการเก็บเครื่องประดับมุกควรเช็ดด้วยผ้านุ่มๆเเละเก็บเเยกไว้
จากเครื่องประดับอื่นๆเพื่อป้องกันการขีดข่วน…

5 รองเท้าผ้าใบสีขาวผู้ชาย น่าโดนปี 2018

ด้วยกระแสแฟชั่นสไตล์มินิมอล แต่งตัวเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังมาแรงมาก ๆ ใน พ.ศ. นี้ ส่งผลให้ รองเท้าผ้าใบสีขาว
ติดเทรนด์ตามไปด้วย เพราะคุมโทนง่าย ใส่แล้วช่วยขับสีอื่นให้ดูโดดเด่นขึ้นและมีความเท่ในตัวของมันเอง
ซึ่งเหล่าแบรนด์ดังต่างปล่อยรองเท้ารุ่นใหม่สีขาวออกมามากมาย พร้อมนำผ้าใบรุ่นเก่าที่เคยฮิตมารีเซลกันอีกครั้ง
ทำเอาสาวกสนีกเกอร์ตามกระแสไม่ทัน เลือกกันไม่ถูกเลย
เราจึงรวบรวม 5 รองเท้าผ้าใบสีขาวตัวฮิตตลอดกาล และรุ่นน่าสนใจปี 2018 มาให้เพื่อน ๆ
ทุกคนไว้ดูเป็นทางเลือกกันครับ
1. Adidas NMD R1
สนีกเกอร์รุ่นฮิตที่ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง หนึ่งสีที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ สีขาวล้วน ดีไซน์ปราดเปรียวทันสมัย พื้นโฟมนุ่ม
น้ำหนักเบา อัปเปอร์ผ้าถักใส่กระชับ ทะมัดทะแมงและสวยสะดุดตา วางขายที่ราคา 5,000 บาท
2. Onitsuka Tiger California 78 Ex
ถ้าชินตากับรุ่นในตำนานอย่าง Mexico 66 แล้ว ลองหันมามองเป็น California 78 Ex บ้างก็ได้
ผ้าใบสีขาวดีไซน์วินเทจเหมือนย้อนกลับไปในยุค 90 แถบสีฟ้า-แดง คงความคลาสสิกแบบที่แฟนพี่เสือชื่นชอบ
ราคาขายอยู่ที่ 3,900 บาท
3. Nike Air Force 1 '07

รองเท้าผ้าใบสีขาวรุ่นคลาสสิกในตำนานที่ยังคงได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วโลก
แม้แต่เหล่าคนดังก็ยังหยิบมาใส่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ได้กลิ่นอายฮิปฮอป พื้นรองเท้าเป็น Air
ใส่สบายและเท่สุด ๆ ราคาขายอยู่ที่ 3,500 บาท
4. Reebok Classic Leather

ยังคงหนีรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ไม่พ้น ด้วยการออกแบบที่ดูสะอาดตา ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเท่ ไม่มีเอาต์
โดดเด่นทุกครั้งที่หยิบมาใส่ ราคาขายในเว็บไซต์คิดเป็นเงินไทยไม่รวมภาษี ตกประมาณ 2,500 บาท
5. New Balance 624
นอกจากรุ่น 574 ที่เป็นตัวชูโรงของแบรนด์แล้ว ก็รุ่น 624
นี้แหละที่ติดอันดับขายดีและเริ่มได้รับความสนใจในหมู่วัยทีน ด้วยรูปทรงและดีไซน์ที่ดูเข้าตา

มาพร้อมกับความนุ่มสบายที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผ้าใบสีขาวคู่นี้น่าสนใจขึ้น
ราคาคิดเป็นเงินไทยไม่นับภาษีอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท…

7 สนีกเกอร์ ระดับตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น

สนีกเกอร์ คือ รองเท้าสายกีฬา ที่ควบคู่กันไปกับแฟชั่นของวัยรุ่น
ที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น วันนี้มาดูกัน สนีกเกอร์
คู่ไหนบ้างที่ยังคงความคลาสสิก และเป็นตำนาน ที่ไม่มีวันตกรุ่น
1. Adidas Superstar
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1969 อัพเกรดมาจากรุ่น Pro Model
ซึ่งเป็นรองเท้าวอลเลย์บอล ตอนแรกๆ ทุกคนเรียกมันว่า Shell-toeเพราะหัวรองเท้ามีหน้าตาเหมือนเปลือกหอย
มันคือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่มีส่วนบนเป็นหนังทั้งหมดและฮิตในหมู่นักบาสเอ็นบีเอ ก่อนจะดังเป็นพลุแตกในยุค 80s ด้วยวงฮิพฮอพรัน-ดี.เอ็ม.ซี.
2. Puma Clyde
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1973 วอลต์ ‘ไคลด์’ เฟรเซียร์ นักบาสเอ็นบีเอ
สวมเจ้าคู่นี้ทั้งในและนอกสนามแข่งจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
ก่อนที่เขาจะสั่งให้พูม่าผลิตรองเท้าด้วยหนังกลับเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว
3. Nike Air Force 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1982นี่คือรองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่ใช้เทคโนโลยี Nike Air
ซึ่งตั้งชื่อตามเครื่องบิน Air Force One ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากันว่ามีรองเท้า
Nike Air Force 1 ผลิตออกมาราว 2,000 แบบ กับ 1,700 สี และทำรายได้ประมาณ 800
เหรียญต่อปี ทุกวันนี้ยังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น นักบาสไปจนถึงศิลปินฮิพฮอพอย่างเนลลีและคานเย เวสต์
4. Adidas Stan Smith
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1971 เดิมทีสนีกเกอร์สุดฮิตรุ่นนี้จะถูกเรียกว่า Adidas Robert
Haillet ตามชื่อนักเทนนิสคนดังชาวฝรั่งเศส
แต่เขาดันประกาศแขวนแร็กเก็ตไปซะก่อน ชื่อของสแตน สมิธ
มือวางอันดับหนึ่งของโลกในตอนนั้นเลยเข้ามาเสียบแทน
บนลิ้นรองเท้ารุ่นนี้ในปีแรกๆ จึงมีภาพของสมิธ แต่เขียนชื่อ ‘Haillet’ ไว้ด้วย ในปี
1988 มันถูกบันทึกจากกินเนสส์ว่าเป็นรองเท้าที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 22ล้านคู่
5. Converse Chuck Taylor All Stars
เริ่มผลิตปี ค.ศ.1923เดิมทีได้รับการออกแบบให้เป็นรองเท้าสำหรับแข่งบาสเกตบอลโดยตั้งชื่อตามชาร์ลส์ ชัค เทย์เลอร์
นักบาสคนดังของทีม The Converse All Starsจากนั้นก็แพร่พันธุ์ไปอยู่ที่เท้าของร็อกเกอร์ กรันจ์ ฮิพฮอพ ไปจนถึงไมเคิล เจ.
ฟ็อกซ์ ในหนัง Back to the Future
6. Onitsuka Tiger Mexico 66
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1966 มันออกสู่สายตาชาวโลกจริงๆ คือในโอลิมปิกเกมส์ปี
1968 ที่เม็กซิโกซิตี้ ด้วยตัวรองเท้าสีขาวคาดแถบสีแดงและน้ำเงิน
แต่คนที่ทำให้มันดังยิ่งกว่าคือบรูซ ลี ที่สวมคู่สีเหลืองคาดดำในหนังเรื่อง Game of
Death แล้วอูมา เธอร์แมน ก็มาตบซ้ำอีกรอบใน Kill Billที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องแรกนั่นแหละ
7. Nike Air Jordan 1
เริ่มผลิตปี ค.ศ. 1985 ก่อนหน้าจะที่มีรุ่นนี้ คู่แข่งของมันคือ Puma Clyde
แต่ไนกี้แย่งชัยชนะมาได้ด้วยการใช้ไมเคิล จอร์แดน เป็นเอ็นดอร์สเมนต์
โดยเริ่มผลิตให้จอร์แดนใช้แข่งในสนามก่อนและค่อยผลิตขายจริง Air Jordan
ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของวงการสนีกเกอร์ที่จับโปรดักต์เฉพาะกลุ่มมาทำให้อยู่ในกระแสหลักได้…

ส่องประวัติ “Levi’s” กางเกงยีนส์ ที่ไม่มีวันตาย

เริ่มจากที่ ลีวาย สเตราส์ ชาวเยอรมัน ได้มาตั้งถิ่นฐานที่ซานฟรานซิสโก
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มธุรกิจเสื้อผ้า ผ้าห่มในแถบอเมริกาฝั่งตะวันตกแต่เมื่อปี ค.ศ.1850
ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหน้าไปขุดทองที่เหมืองในเมืองซานฟรานซิสโก
สเตราส์ได้เดินทางไปเพื่อขายของ แต่ของที่นำไปขายได้ขายหมดระหว่างทาง
เหลือเพียงผ้าเต็นท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง
ชาวเหมืองคนหนึ่งบอกให้เขาหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง
เพราะกางเกงคนขุดเหมืองขาดง่าย
คำพูดนี้จุดประกายความคิดให้สเตราส์ทันที
เขาจึงนำเอาผ้าเต็นท์มาให้ช่างตัดเป็นเสื้อและกางเกง แล้วนำออกขาย
ปรากฏว่าขายดีอย่างไม่คาดคิดจนผ้าเต็นท์ใกล้จะหมด
สเตราส์จึงสั่งผ้าใบเรือมาตัดเสื้อผ้า ในขณะที่ผ้าเต็นท์ขาดตลาด
เขาสั่งผ้าหนาอีกหลายชนิดมาจากนิวยอร์ก และนำมาย้อมเป็นสีน้ำเงินคราม
อันเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้ากรรมกร
เมื่อปี ค.ศ.1860 ช่างตัดเสื้อชื่อ จาคอบ เดวิส
จากรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดตามมุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง
เพื่อให้บริเวณนั้นที่มักขาดเสมอแข็งแรงขึ้น
สเตราส์นำวิธีการตอกหมุดมาใช้กับกางเกงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาของเขาและตั้งชื่อ
ว่า “ลีวาย” (Levi’s) ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1873
สเตราส์ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรขึ้น
ถือเป็นวันกำเนิดกางเกงยีนส์ลีวายที่นิยมใช้ทั่วโลกขณะนี้
ยุคสมัย ลีวายส์ 1870 – 1879
ผืนผ้าเดนิมถูกเปลี่ยนตั้งแต่ ค.ศ.1860 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.
เริ่มใช้คำว่า XX เมื่อ ปี ค.ศ.1870 หมายถึงเป็นผ้าเฮฟวี่เดนิม ที่มีคุณภาพดี
โดยมีน้ำหนักเป็นพิเศษ ลีวาย สเตราสส์ และ จาคอบ ดับเบิ้ลยู ดาวิส
ร่วมกันจดทะเบียนหมุดโลหะ คอปเปอร์ ริเว็ตเต็ด เมื่อ ค.ศ.1873
ต่อมาได้ทำการผลิตเดนิม ยีนส์ กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม XX เกิดขึ้นมามีรูปแบบ
3 กระเป๋า จะสังเกตได้ ที่ด้านหลังมีกระเป๋าหลังด้านขวากระเป๋าเดียว
ปี ค.ศ.1880 – 1889 ได้ใช้ป้ายหนังแท้ มาทำป้ายหลังในปี ค.ศ.1886
ในยุคสมัยนี้ยังคงเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ดับเบิ้ลเอ็กซ์
1890 – 1899 ใช้คำว่า 501 คือเลขส่งมอบผืนผ้าจากโรงงานอะมอสเคียง
แมนูแฟคเตอริ่ง คัมปานี ส่งยังลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. เมื่อปี
ค.ศ.1890 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ไฟว์ โอ วัน ดับเบิ้ลเอ็กซ์
เย็บกระเป๋าใบที่ 4 คือกระเป๋าวอช พ๊อคเกต ในปี ค.ศ.1890
1900 – 1909 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เย็บกระเป๋าหลัง เมื่อปี
ค.ศ.1902 ทำให้เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์สที่มีกระเป๋าครบ 5 กระเป๋า
เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ที่สมบูรณ์แบบ ผลิตรุ่น 502 มีผลิตรุ่น 201
หรือกางเกงรุ่นนัมเบอร์ 2 ผลิตของเด็กชาย เป็นรุ่น 503
ก่อนแตกหน่อออกไปอีกเป็น 503 A, และ 503 B ซึ่งเป็นของเด็กโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น
รุ่น 503 ผลิตยาวถึงยุค1960s จะเป็นรุ่น 503 Z
1910 – 1919 กางเกงโอเวอร์ออลล์สเดนิม 501 XX ยังมีการผลิตรุ่น 502 รุ่น
201 ผลิตรุ่น 503 และรุ่น 333 NO.3
1920 – 1929 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ได้เย็บหูกางเกงในยุคนี้
และได้ผลิตรุ่น 201 ไปอย่างต่อเนื่องจนถึงยุค 1940
1930 – 1939 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX สมบูรณ์ แบบ
มีหูสำหรับร้อยสายเข็มขัด มีซินช์แบ็ค เบลท์
ไว้ปรับให้กระชับในกรณีไม่ใช้สายเข็มขัด ในยุคนี้เป็นยุคที่ยกเลิกหมุดโลหะซ้าย-
ขวาของกระเป๋าหลังด้านใน
เปลี่ยนเป็นเย็บกระเป๋าหลังครอบคลุมไว้และเย็บแท็กกิ้งทับอีกชั้นหนึ่ง
หมุดโลหะเรียกว่าคอนซีลเล็ด คอปเปอร์ ริเว็ตส์ นอกจากนี้ มีการใช้ป้ายเรดแท็บ
และได้จดทะเบียนป้ายไว้เเล้ว จากนั้นได้ผลิตกางเกงผู้หญิง เลดี้ ลีวายส์ เวสเทิร์น
โอเวอร์ออลล์ส โดยใช้ผ้าซานฟอไรเซ็ด เป็น 701 ของผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อเบลาซส์
สำหรับใส่ไปท่องเที่ยวในยุคดู๊ดแรนช์ (Dude Ranch)
และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องไปถึงยุค 1950s และ 1960s มีเป็นรุ่น Lot 401 Lady Levi’s
ได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง มีขนาดเอวตั้งแต่ 25 นิ้ว ถึง 33 นิ้ว
และผลิตกางเกงผู้หญิงตามแบบฉบับสำหรับใส่ขี่ม้า เป็นรุ่น R 528 เลดี้ส์
ซานฟอไรเซ็ด เดนิม ฟร้อนเทียร์ส Ladie’s Sanforized Denim Frontiers (ตัว R หมายถึง
Riding) กับผลิตเสื้อผู้หญิง เพื่อสวมเข้าชุดกัน รุ่น RJ 92 เลดี้ส์ ซานฟอไรเซ็ด เดนิม
แจ๊คเกต (Ladie’s Sanforized Jacket)
1940 – 1949 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX มี
รุ่นผลิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1942 จนถึง ค.ศ.1944
ทางลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส
ที่เขาผลิตว่าเป็นรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 บางที่อาจจะใช้คำว่า World War 2 เป็นรุ่น
501 XX, S 501 XX
1950 – 1959 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ถือ
ได้ว่าเป็นที่สุดยอดอีกครั้งหนึ่งของลีวายส์
เพราะผ่านการผลิตมาแต่ละยุคสมัยจนลงตัว
และในยุคนี้เป็นยุคที่รุ่งโรจน์ของอเมริกา ภายหลังมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่
2 ดาราฮอลลีวู้ด นักร้องร็อกแอนด์โรล ใครๆ ที่เป็นคนสำคัญในวงสังคมอเมริกัน
และของโลกต่างหันมาสนใจในผืนผ้าเดนิม มีการเปลี่ยนแปลงป้ายหลัง
จากป้ายหนังแท้ มาเป็นป้ายกระดาษปะเก็น ประเดิมรุ่นที่คำว่า Every Garment
Guaranteed Lot 501 XX
1960 – 1969 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. ได้ผลิตกางเกงเดนิม 501
อยู่ระหว่างคาบเกี่ยวจะเปลี่ยนไปเป็นกางเกงยีนส์ 501 โดยมีการแสดงเกรดของผ้า
โดยใช้ตัวอักษร A, S, F อยู่บนตัวเลขหมายรหัส 501
ของป้ายหลังที่เป็นกระดาษปะเก็น ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.
เคยเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX และได้เปลี่ยนจากคำว่าเดนิม
มาเป็นคำว่ายีนส์ (Jeans) ในยุคนี้ และมีการผลิตยีนส์ ลีวายส์สีขาวขึ้นมา
มีการผลิตรุ่น 505 โดยเป็นรุ่นที่ใช้ซิปแทนกระดุม ยุคนี้ได้ผลิตผ้า Shrunk to Fit
มาทำเป็นกางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 0115 ผืนผ้านี้จะไม่มีการหดตัว
1970 – 1979 กางเกงยีนส์ 501 XX เปลี่ยนป้ายเรดแท็บ จากที่เคยมีตัวอีใหญ่
(E) มาเป็นตัวอีเล็ก (e) 501รุ่นจากนี้ไปจึงติดป้ายเรดแท็บที่มีคำว่า Levi’s ให้ สังเกต
ตัวอี นี่เริ่มเป็นจุด ข้อแบ่งแยกป้าย
เมื่อคนที่หากางเกงยีนส์ลีวายส์ที่เป็นรุ่นที่แตกต่างกันระหว่างบิ๊กอี และไม่ใช่
จึงทำให้กางเกงที่มีป้ายบิ๊กอีมีราคา
1980 – 1989 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้กลายมาเป็นรุ่น 501 0000 เลขหมาย
0000 เป็นรหัสแทน XX และได้กลับมาเป็น 501 xx พิมพ์ตัวดำ ตัวเอ็กซ์ 2 ตัว
จะเล็กเกือบครึ่งของตัวเลข แล้วก็ได้กลายมาเป็น 501 ตัวใหญ่พิมพ์ สีแดง
1990 – 1999 กางเกงยีนส์ 501 XX ยังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง
และในยุคนี้ได้ออกลีวายส์ วินเทจ คล็อทธิ่ง ดังได้เขียนบอกกล่าวมาข้างต้น
2000 – 2009 กางเกงยีนส์ 501 XX
ได้ผลิตไปตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก ในปี ค.ศ.2000 นิตยสารไทม์
ได้เขียนถึงกางเกงยีนส์ 501 Jeans ลงบทความที่มีชื่อว่า “The Clothing Piece of The 20 th
Century” เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ในยุคนี้ได้ผลิตกางเกงลีวายส์
Engineered Jeans ผลิต ขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ที่อยู่ร่วมยุคปี 2000 มาถึง ลีวายส์
เอนจิเนียเร็ด เพื่อการสวมใส่สำหรับทุกกิจกรรมที่คุณสนใจ
ต่อมาได้มีการผลิตกางเกงยีนส์รุ่นล่าสุด Levi’ sจ Type 1TM Jeans
มาเขย่าตลาดแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง สินค้าในยุคครบรอบ 150 ปี คอลเลคชั่นใหม่
501 Celebration Jeans คือ Levi’s Nevada Jeans, Levi’s Red Tab Jeans, Levi’s Engineered Jeans และ
Levi’s Vintage Clothing…

ปลุกตำนาน GELSAGA วัยรุ่นยุค 90 ขายเพียง 1 ล้านคู่

ASICSTIGER ได้นำแคมเปญ ‘WHAT THE GEL™’ กลับมาอีกครั้ง
ให้สมกับการรอคอยของนักสะสมรองเท้ารุ่น GELSAGA
โดยผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์สตรีทแฟชั่นอันล้ำสมัย
อีกทั้งยังเป็นการฉลองความสำเร็จของเทคโนโลยี GEL™
เทคโนโลยีที่รองรับแรงกระแทกซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของรองเท้า ASICS มาตั้งแต่ปี
คศ. 1986 และสำหรับโทนสีใหม่ที่ว่านี้ก็คือ OG RETRO NEON
ขอย้อนเล่าไปตอนเปิดตัวใหม่ๆ สำหรับรองเท้ารุ่น GELSAGA ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี คศ. 1991 โดยผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี GEL™
เพื่อรองรับแรงกระแทกเข้ากับพื้นชั้นกลางรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุโฟม EVAรวมทั้งวัสดุหุ้มรองเท้าที่มีน้ำหนักบางเบา
ซึ่งนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักแต่มีการเพิ่มดีไซน์ความโมเดิร์นของรองเท้ามากขึ้น
และรองเท้ารุ่นคลาสสิกของ GELSAGA ที่ผลิตขึ้นในปี คศ. 1991ถือเป็นการย้อนนึกถึงแฟชั่นในยุค 90 ด้วยสไตล์ของ GELSAGA
ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านลวดลายภาพเกม Retroอันเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุคนั้น
ซึ่งการเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาแฟนเกมได้หวนระลึ
กถึงเสน่ห์และความสนุกของวิดีโอเกมในยุค 90 อีกครั้ง
ซึ่งแคมเปญใหม่ล่าสุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อย้อนความหลังของเหล่าแฟนเกม 8-bit ในยุค 90
และบอกเล่าเรื่องราวการร่วมมือของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งประเทศญี่ปุ่นอย่าง ASICS
รวมถึงความยิ่งใหญ่ของเกมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคนั้น
ความโดดเด่นของรองเท้ารุ่น GELSAGA ในปี 2018 คือโทนสีที่ฉูดฉาดทันสมัยอย่าง
Retro Neon ที่มีให้เลือกมากถึง 5 สี สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์เฉพาะตัวของ ASICSTIGER
ได้อย่างลงตัว โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทำให้มียอดขายมากกว่า 1ล้านคู่…

Jogger pants ใส่ยังไงให้ดูดี

เทรนด์ของกางเกง ‘Jogger Pants’ กลับมาแรงอีกครั้ง ด้วยความคูลในแฟชั่น Street
Style ถึงแม้จะคล้ายกับกางเกงวอร์มใส่ออกกำลังกาย แต่ Jogger Pants
โดดเด่นกว่าด้วยการผสมผสานความเป็น Sportswear แบบ Sweatpants
เข้ากับกางเกงลุค Casual แบบกา งเกงชิโน่
ซึ่ง Jogger Pants เป็นญาติของกางเกงวอร์ม (sweatpants)
ทั้งคู่จึงมีประวัติต้นกำเนิดร่วมกัน ตัว Sweatpants
นั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาครั้งแรกโดยแบรนด์ Le Coq Sportif ในประเทศฝรั่งเศสช่วงปี
1920 โดยการนำผ้า jersey (ผ้าทอชนิดนึง) มาตัดเป็นชุดใส่วิ่งสำหรับนักกีฬา
ความสบายทำให้มันเป็นที่นิยมและแตกยอดไปยังแบรนด์กีฬาอื่นๆในเวลาต่อมา
อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในฐานะเสื้อผ้าใส่สบายๆในหมู่ประเทศแถบยุโรปด้วย
แต่ความพิเศษของกางเกงจ็อกเกอร์ คือ เนื้อผ้า Cotton spandex sateen
ที่มีความยืดหยุ่น ออกเงาๆ มาในทรงขาจั๊ม ทำให้มีเสน่ห์เหมาะกับการเลือกจับไป mix
& match กับเสื้อผ้าได้หลากหลายแบบ สามารถใส่ได้ในหลายโอกาส
เสื้อแบบไหนที่เหมาะกับ Jogger Pants
อันที่จริงกางเกงทรง Jogger Pants สามารถ Match ได้กับเสื้อเกือบทุกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อสีพื้น เสื้อทรง Oversized ที่ใส่แล้วดูโอปป้าก็เหมาะ
หรือถ้าอยากได้ลุคที่เป็นทางการมากขึ้น ก็เลือกจับคู่กับเสื้อเชิ้ตก็ดูไม่แปลก
แต่ถ้าเอาชัวร์สุดๆ ควรมีเสื้อยืดเนื้อผ้าดี สีเบสิคอย่างสีขาวและสีดำติดตู้เสื้อผ้าไว้
สามารถใส่คู่กับ Jogger Pants ได้ทุกสีเลยทีเดียว
เพิ่มเลเยอร์ด้วยการสวมคลุมทับแจ็กเก็ตสักตัว รับรองว่าลุคนี้ดูดีแน่นอน
รองเท้าที่เข้ากันได้ดีกับ Jogger Pants
รองเท้า Sneaker เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะให้ลุคที่เป็น Street สบาย
คล่องตัว และเรียบง่าย รองเท้า Sneaker ที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับกางเกง Jogger Pants
คือรองเท้าหุ้มข้อ เพราะกางเกงเป็นทรงขาจั๊มอยู่แล้ว
การใส่คู่กับรองเท้าหุ้มข้อที่สูงขึ้นมา จะทำให้ดูตันหรือช่วงขาดูสั้นลงได้ ควรเลือกเป็น
Sneaker ที่ทรงดูสปอร์ตหน่อย
จะเหมาะกับกางเกงจ็อกเกอร์ที่เน้นความคล่องตัวมากกว่า
พร็อพแบบไหนที่ใช่สำหรับ Jogger Pants
ลองหยิบหมวกแก๊บมาใส่คู่กับนาฬิกาสไตล์ Sport รับรองว่า Match กับแฟชั่นลุค
Street Style ได้อย่างลงตัวเพราะการจะใส่เสื้อผ้าในลุคลำลองให้ดูดี
ต้องแต่งองค์ประกอบให้ไม่น้อยหรือมากเกินไป ดังนั้นควรมีเครื่องประดับเสริมความเท่ห์
และความมั่นใจให้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงจะพอดี
Jogger Pants ใส่โอกาสไหนได้บ้าง
สถานการณ์ที่เหมาะกับการเลือกใส่ Jogger Pants เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้าง In-
formal หรือไม่เป็นทางการมากนัก ดังนั้นจึงควรเลือกใส่ให้เหมาะกับกาลเทศะ
เลือกหยิบกางเกงจ็อกเกอร์ไปใส่ในวันสบายๆ ที่ต้องการลุค Casual
หรือไปเที่ยวแบบลุยๆ Adventure ที่ให้ความคล่องตัวก็เหมาะมากเช่นกัน…